การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤต

ความเสี่ยง โอกาส
การบริหารความเสี่ยงที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทฯ ทั้งด้านการเงิน ชื่อเสียง และความเชื่อมั่น ตลอดจนความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งส่งผลต่อความไว้วางใจในบริษัทฯ และนำไปสู่การต่อต้านหรืออุปสรรคในการขยายธุรกิจในอนาคต การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเสริมสร้างความสามารถในการมองเห็นและตอบสนอง (Sense and Response) ต่อความเสี่ยงและโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้บริษัทฯ สามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงได้อีกด้วย

โครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัท โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และกำกับดูแลการทำงานของคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร ให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยกรรมการอิสระจำนวน 2 คน กรรมการที่เป็นผู้บริหารจำนวน คน และผู้บริหารระดับสูง จำนวน 4 คน รวมทั้งหมด 8 คน โดยมีกรรมการอิสระเป็นประธานและรองประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงปรากฏในแบบแสดงข้อมูลประจำปี / รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) หัวข้อ โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ และ นโยบายและแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาส”)

และเพื่อให้บริษัทฯ สามารถดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ครอบคลุมทั้งองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อนโยบายหลักของบริษัทฯ ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤต คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management Working Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ และกรรมการผู้จัดการบริษัทย่อย จำนวนรวม 24 คน โดยมีประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เป็นประธาน คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

  1. ประเมินปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯ ในระดับองค์กรที่สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และความเสี่ยงในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างครบถ้วน อาทิเช่น ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ด้านการลงทุนและพัฒนาธุรกิจแต่ละประเภททั้งในและนอกประเทศ ด้านปฏิบัติการที่ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้านการเงิน และด้านกฎหมายและกฎระเบียบ และประเด็นความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบในระดับองค์กร โดยให้เสนอแนะวิธีป้องกันและวิธีลดระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  2. ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และเหมาะสมกับสภาวะการดำเนินธุรกิจ และรายงานผลการประเมินความเสี่ยงและการดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพื่อทราบเป็นประจำ
  3. จัดให้มีแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) ในระดับองค์กรเพื่อรับมือความเสี่ยงที่สำคัญ
  4. ส่งเสริมการเรียนรู้ อบรม เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและการบริหารจัดการความเสี่ยงให้แก่บุคลากรในบริษัทฯ ทุกระดับ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง

บริษัทฯ กำหนดให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นความรับผิดชอบของพนักงานในทุกระดับ ที่ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในห่วงโซ่ธุรกิจขององค์กร และในขั้นตอนการปฏิบัติงานในหน่วยงานของตน โดยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเพียงพอ ดังนั้น ทุกฝ่ายภายในบริษัทฯ และบริษัทย่อยจึงได้กำหนดให้มีผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ ทำงานร่วมกับคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรในการระบุความเสี่ยงและจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและติดตามผล โดยมีฝ่ายกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือ ตลอดจนส่งเสริมให้พนักงานในแต่ละฝ่ายและบริษัทย่อยตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการจัดการความเสี่ยงในส่วนงานรับผิดชอบของตนเอง

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

บริษัทฯ กำหนดให้มีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กรที่เป็นไปตามมาตรฐานที่ดีตามแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของกลุ่มอมตะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการพัฒนาและปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน โดยนำระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ การวางแผนกลยุทธ์ แผนงาน และการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้

บริษัทฯ ได้กำหนด "นโยบายบริหารความเสี่ยง" โดยได้นำกรอบการบริหารความเสี่ยงของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) ทั้ง version COSO ERM 2017 (Enterprise Risk Management - Integrating with Strategy and Performance) และ COSO ESG 2018 (Enterprise Risk Management – Applying enterprise risk management to environmental, social, and governance-related risks) มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงขององค์กร โดยปรับให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้มีการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับและเชื่อมโยงทั่วทั้งองค์กร ซึ่งนอกเหนือจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโดยตรงแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG-related Risks) ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของบริษัทฯ ในระยะยาวด้วย โดยมีนายสัทธา วนลาภพัฒนา รักษาการประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

บริษัทฯ ทำการทบทวนและประเมินความเสี่ยงองค์กรเป็นประจำทุกปี โดยพิจารณาทบทวนประเด็นความเสี่ยงที่มีอยู่ในปัจจุบัน และระบุประเด็นความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จากภาวะเศรษฐกิจ การแข่งขันของธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ นโยบายและกฎระเบียบของรัฐ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ได้นำประเด็นต่าง ๆ มาวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม และกำหนดตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator: KRI) และค่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk appetite) เพื่อติดตามผลการจัดการความเสี่ยงและประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมความเสี่ยง ตลอดจนพิจารณาโอกาสทางธุรกิจจากปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ และได้มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงระดับองค์กรจัดทำแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวพร้อมกับกำหนดตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน จึงสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (collaborative proactive risk management) ในแต่ละความเสี่ยงองค์กร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนการจัดการลดผลกระทบความเสี่ยงที่ได้รับมุมมองอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลกระทบของทุกภาคส่วน  นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดให้มีการสอบทานกระบวนการบริหารความเสี่ยงโดยสำนักงานตรวจสอบภายในจากภายนอก (outsourced internal auditor) เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ มีการดำเนินการด้านบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสม และเพียงพอ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบภายในต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำ โดยมีนางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและกรรมการบริหารความเสี่ยง เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของสำนักงานตรวจสอบภายใน

คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรติดตามผลการตอบสนองต่อความเสี่ยงและติดตามสถานการณ์ที่เป็นสาเหตุของความเสี่ยง และรายงานผลสรุปในที่ประชุมคณะผู้บริหาร (Management Meeting) ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่ทุกคน และกรรมการผู้จัดการบริษัทย่อย และรายงานให้คณะกรรมการบริษัททราบต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ต้องการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในทุกระดับ ดังนั้น บริษัทฯ จึงสร้างความตระหนักรู้และวัฒนธรรมองค์กรด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่พนักงานทุกระดับ โดยการให้ความรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม เป็นต้น

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงขยายการลงทุนในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันเชิงอุตสาหกรรมระหว่างประเทศมหาอำนาจ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน และความเชื่อมั่นในการลงทุน ตลอดจนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่นักลงทุนและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการติดตาม เฝ้าระวัง และทบทวนความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ซึ่งในปี 2568 มีการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกบริษัทในกลุ่มอมตะ โดยพิจารณาปัจจัยภายนอกและภายในที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจ ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด อาทิ ความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงาน และพัฒนาการด้านกฎระเบียบภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่

คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรได้จำแนกความเสี่ยงเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (strategic risk) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (operational risk) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ (compliance risk) ความเสี่ยงด้านการเงิน (financial risk) และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging risk) ซึ่งบริษัทฯ จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงองค์กรครอบคลุมประเด็นสำคัญเชิงกลยุทธ์ทั้งหมด (ร้อยละ 100) และได้ทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารความเสี่ยงองค์กรและตัวชี้วัดความเสี่ยง (key risk indicators: KRI) เป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการเกิดขึ้นของความเสี่ยงดังกล่าว

ความเสี่ยงระดับองค์กร ปี 2568

รายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงดังกล่าวปรากฏในแบบแสดงข้อมูลประจำปี / รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) หัวข้อ ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging risks)

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)

จากการประเมินความเสี่ยงของบริษัทฯ พบว่า มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีนัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ใน 3-5 ปีข้างหน้า จำนวน 1 ประเด็น ได้แก่ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าในปัจจุบันความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโลก เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นในระดับสูง จะส่งผลกระทบต่อรูปแบบความต้องการของลูกค้า โครงสร้างรายได้ และทิศทางการลงทุนของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ยกระดับความเสี่ยงนี้เป็น ความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk) ที่ต้องติดตาม ประเมินสถานการณ์ และทบทวนระดับความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการสัมภาษณ์และการติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบการกำหนดกลยุทธ์องค์กรและแผนพัฒนาธุรกิจ บริษัทฯ พบว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (industry transition, technological disruption and global supply chain realignment) กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนรูปแบบการตัดสินใจลงทุนของสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน สู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และการนำระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ส่งผลให้โครงสร้างและความต้องการของห่วงโซ่อุปทานมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการวางแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต 

นอกจากนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำในปริมาณมาก ไม่เพียงเพิ่มความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานของนิคมอุตสาหกรรมให้มีความซับซ้อนและมีมาตรฐานที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น การกำหนดเป้าหมายด้านคาร์บอนของลูกค้าและนักลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน และกดดันให้ต้องเร่งการลงทุนในพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมิติความเสี่ยงด้านกายภาพจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของระบบพลังงานและทรัพยากรน้ำ รวมทั้งความเสี่ยงด้านความพร้อมของผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน ในกรณีที่โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการดำเนินการด้าน ESG ของบริษัทฯ ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้าและนักลงทุนได้

มาตรการจัดการความเสี่ยง

    • พัฒนาและยกระดับระบบข้อมูล รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงกลยุทธ์ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรม
    • บูรณาการความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานในอนาคต เพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนการวางแผนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
    • ติดตามและประเมินภาพของนโยบายภาครัฐ แนวโน้มการลงทุน และปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การเติบโตของธุรกิจ การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้างความพร้อมขององค์กรในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
    • กำหนดกรอบการกำกับดูแลระดับองค์กรในการประเมินผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลก โดยจัดให้มีการวิเคราะห์ Industry Outlook และ Scenario Analysis อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะมาตรการภาษีของ สหรัฐอเมริกา พร้อมกำหนดให้ผลการประเมินเป็นข้อมูลมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ การจัดลำดับอุตสาหกรรม และการกำหนดแนวทางดึงดูดการลงทุน
    • พัฒนาแผนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด (Renewable Integration Plan) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด และจัดทำแนวทางรองรับความต้องการลูกค้าด้านการเปิดเผยข้อมูล Carbon Disclosure และ ESG Reporting
    • พัฒนาศักยภาพของบุคลากรและระบบสนับสนุน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

การส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานในการบริหารจัดการความเสี่ยงในองค์กร โดยเฉพาะการจัดการความเสี่ยงในหน้าที่และความรับผิดชอบในภารกิจปกติเป็นหลัก ทั้งนี้ เพราะต้องการให้ระบบบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามภารกิจปกติจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด นอกจากผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานและบริษัทย่อยที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการความเสี่ยงในหน่วยงานนั้น ๆ แล้ว ยังมีพนักงานที่เป็นตัวแทนรับผิดชอบงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง ที่เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร และนำไปถ่ายทอดให้แก่พนักงานในระดับปฏิบัติการต่อไป

ใในปี 2568 บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางดำเนินการเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กรให้กับพนักงานทุกระดับ สามารถจำแนกรูปแบบการดำเนินออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) EDUCATE การสร้างความรู้ความเข้าใจ 2) PARTICIPATE การสร้างการมีส่วนร่วม 3) MANAGE การจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และ 4) ENCOURAGE การบูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงในการทำงาน

1) EDUCATE: การสร้างความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าความรู้ความเข้าใจของพนักงานทุกคนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กรมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการความเสี่ยง บริษัทฯ จึงได้จัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการบรรยายพิเศษในหัวข้อที่เกี่ยวข้องในแต่ละความเสี่ยง โดยบริษัทฯ กำหนดให้มีการจัดการอบรม และการบรรยายพิเศษเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ผลการดำเนินงานในปี 2568 ได้แก่

  • การอบรมผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง ในหัวข้อ “Prepare for the next step of sustainability reporting” โดย คุณกุลวัลย์ สุพีสุนทร ที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ความรู้และการเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล IFRS Sustainability Disclosure Standards ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายความยั่งยืน ฝ่ายบัญชีการเงิน และฝ่ายบริหารความเสี่ยง โดยมีผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง จำนวนรวม 88 คน เข้าร่วมฟังการบรรยาย
  • การบรรยายเพื่อให้ความรู้คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูง ในหัวข้อ “Integrating ESG Risks into Enterprise Risk Management” โดยคุณกุลธิดา วิรัตกพันธ์ Partner ของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 มีวัตถุประสงค์ให้คณะกรรมการบริษัท มีความรู้ในด้านการบริหารความเสี่ยง มาตรฐานการรายงาน IFRS S1 และ S2 การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risk) เพื่อปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทาง “Six Pillars of Standard Knowledge for Directors” ของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลการกำกับดูแลและกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับผลประกอบการทางการเงินตามข้อกำหนดการรายงาน 56-1 One Report – S ของสำนักงาน ก.ล.ต.ที่จะเริ่มมีการบังคับใช้ในอนาคต โดยมีกรรมการบริษัทได้แก่ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช นายอนุชา สิหนาถกถากุล ดร.อรรชกา สีบุญเรือง นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง และผู้รับผิดชอบงานด้านการบริหารความเสี่ยง จำนวนรวม 14 คน เข้าร่วมการฟังบรรยาย
  • บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารทิศทางและประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในที่หลากหลายและเข้าถึงพนักงานทุกระดับ อาทิ การเผยแพร่สาระความรู้ บทความเชิงวิเคราะห์ และ Infographic ผ่านระบบสื่อสารภายในองค์กร ตลอดจนการจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Clinic) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานในการวิเคราะห์ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของตนเองอย่างเหมาะสม การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ (Risk Awareness) พัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Competency) และส่งเสริมให้พนักงานสามารถบูรณาการหลักการบริหารความเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ขององค์กรอย่างยั่งยืน
2) PARTICIPATE: การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
  • บริษัทฯ ได้ดำเนินการสำรวจการรับรู้ พฤติกรรม และทัศนคติด้านการบริหารความเสี่ยงของพนักงานทั่วทั้งองค์กร ระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 3 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 136 คน ครอบคลุมทุกช่วงอายุและระดับตำแหน่ง โดยผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าพนักงานส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง โดยร้อยละ 86.7 เห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของทุกคน และร้อยละ 85.1 เห็นว่ามีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจยังช่วยให้องค์กรเห็นโอกาสในการพัฒนาเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ อาทิเช่น การเสริมสร้างความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่พนักงานที่มีอายุงานต่ำกว่า 5 ปี, การสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนจัดการความเสี่ยงของผู้บริหารระดับกลาง และการนำหลักการบริหารความเสี่ยงไปใช้ในการปฏิบัติงานของพนักงานทุกระดับ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ได้ถูกนำไปจัดทำแผนส่งเสริมวัฒนธรรมความเสี่ยง ประจำปี 2568 – 2569 โดยได้กำหนดมาตรการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับกลุ่มเป้าหมาย, การแต่งตั้งและพัฒนาผู้ประสานงานด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Agent) ประจำทุกหน่วยงาน, การพัฒนาและใช้งานระบบรายงานสถานะความเสี่ยง (Risk Dashboard) และจัดทำเครื่องมือมาตรฐานด้านการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกหน่วยงาน
  • บริษัทฯ จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Workshop) จำนวน 4 ครั้ง ตลอดทั้งปี ให้กับคณะทำงานบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับฝ่ายและแผนก และพนักงานระดับปฏิบัติการ จำนวน 24 คน เพื่อติดตามการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร กำหนดตัวชี้วัดความเสี่ยงและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ประเมินระดับความเสี่ยงหลังการดำเนินมาตรการควบคุมความเสี่ยง จัดทำแผนบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Plan) เพิ่มเติม พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดความเสี่ยง และมีการติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • บริษัทฯ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับพนักงาน (Risk Workshop) กับพนักงานในแต่ละฝ่ายและแผนก รวม 10 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมรวม 79 คน คิดเป็นร้อยละ 93 ของหน่วยงานทั้งหมด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานที่เป็นตัวแทนของแต่ละหน่วยงานในบริษัทฯ (Risk Champion) และเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดและใช้บริหารความเสี่ยงได้จริงในหน่วยงาน
3) MANAGE: การจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

การบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management) ของบริษัทฯ ใช้แนวทางของ The Committee of Sponsoring Organizations หรือ COSO โดยกำหนดให้มีการกำกับดูแลภายในอย่างเป็นระบบตามแนวทางการป้องกันความเสี่ยง 3 ระดับ (3 Lines of Defense) ประกอบด้วยหน่วยงานผู้รับผิดชอบความเสี่ยงเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง (1st Line of Defense) หน่วยงานกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรฐานด้านการบริหารความเสี่ยง และติดตามดูแลการดำเนินงาน (2nd Line of Defense) และหน่วยงานตรวจสอบภายในเป็นผู้ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กรโดยอิสระ (3rd Line of Defense)

บริษัทฯ ได้ยกระดับกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้มีความรัดกุมและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น โดยปรับปรุงเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง (Risk Criteria) ให้บูรณาการทั้งตัวชี้วัดเชิงคาดการณ์ (Leading KRIs) และตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (Lagging KRIs) เข้ากับการประเมินโอกาสเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) เพื่อเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ได้ทบทวนและปรับปรุงตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators: KRIs) ให้สอดคล้องกับบริบทความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการจัดทำแผนที่ความสัมพันธ์ของความเสี่ยง (Risk Correlation Map) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร พร้อมทั้งยกระดับระบบติดตามและรายงานผลผ่านระบบรายงานสถานะความเสี่ยง (Risk Dashboard) ซึ่งทำให้ผู้บริหารและคณะกรรมการ สามารถติดตามสถานะความเสี่ยงและความคืบหน้าแผนจัดการได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของแผนจัดการความเสี่ยง และประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้มีรายงานผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อคณะผู้บริหารระดับสูง รวม 2 ครั้ง รายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงรวม 4 ครั้ง และ รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทรวม 4 ครั้ง

4) ENCURAGE: การบูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงในการทำงาน

จากการยกระดับกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ บริษัทฯ ได้นำกรอบการประเมินความเสี่ยง เกณฑ์การวัดผล และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการความเสี่ยงในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการผลการประเมินความเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการกำหนดเป้าหมาย แผนปฏิบัติงาน และตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators: KPIs) ของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวัน ไม่ใช่เพียงการติดตามและรายงานผลเป็นรอบระยะเวลา

บริษัทฯ ได้เชื่อมโยงตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators: KRIs) ทั้งเชิงคาดการณ์ (Leading KRIs) และเชิงผลลัพธ์ (Lagging KRIs) เข้ากับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานระดับองค์กร (Corporate KPIs) และตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารและหน่วยงานอย่างเป็นระบบ ผ่าน Risk Dashboard ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ส่งผลให้หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ต้องทบทวนสถานะความเสี่ยง มาตรการควบคุม และผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าและประเมินประสิทธิผลของแผนจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ที่กำหนดไว้

ตัวอย่างการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการน้ำ ซึ่งได้กำหนดค่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในระดับองค์กร อาทิ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ต้องไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมจนต้องหยุดดำเนินการเกินระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการกำหนดปริมาณน้ำดิบสำรองขั้นต่ำที่ต้องคงเหลือในแต่ละพื้นที่ จากการกำหนดตัวชี้วัดความเสี่ยงดังกล่าว หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เชื่อมโยงตัวชี้วัดความเสี่ยงกับตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน เพื่อให้การติดตามสถานะความเสี่ยงและผลการดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกในระดับหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การควบคุมระดับน้ำท่วมขังไม่ให้เกินเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนด และการรักษาปริมาณน้ำดิบสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญในด้านการให้บริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในนิคม และได้ยกระดับความเสี่ยงในด้านความพร้อมของผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เป็นความเสี่ยงระดับองค์กร บริษัทฯ จึงได้กำหนดระดับความพึงพอใจของลูกค้า ที่รวมถึงความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนด้วย ให้เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานระดับองค์กรและเป็นตัวชี้วัดของหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ ฝ่ายขายของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในบริษัทฯ โดยมีเป้าหมายคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าต้องมากกว่า 90%

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการบูรณาการกระบวนการและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเข้ากับการกำกับดูแลและการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การจัดสรรทรัพยากร และการติดตามผลการดำเนินงานในทุกระดับ ส่งผลให้การบริหารความเสี่ยงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่นขององค์กร และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)