การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน

ความเสี่ยง โอกาส
ปัจจุบันผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างให้ความสำคัญกับแนวโน้มของโลกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) มากขึ้น ตลอดจนกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงภาคประชาชนที่มีความสนใจต่อผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเองมากขึ้น ดังนั้น บริษัทฯ อาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน หากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มเติมจากความต้องการขั้นพื้นฐานได้ เช่น ความต้องการของลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้การเข้ามาของคู่แข่งทางธุรกิจบริการและสาธารณูปโภครายใหม่ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วกว่า ทำให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงยิ่งขึ้น บริษัทฯ อาจสูญเสียรายได้จากการขายสินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย การมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดส่งผลให้บริษัทฯ สามารถติดตามและรับรู้การเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าได้ เพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และครบวงจร พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อรองรับลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve industries) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ การมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และสามารถอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะ ภายใต้แนวคิดเมืองสมบูรณ์แบบที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มแบบ ALL WIN ด้วยหลักการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียเป็นศูนย์กลาง (Stakeholder Centric) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจึงมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ สามารถแก้ปัญหาและสนับสนุนความสำเร็จทางธุรกิจให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทางตรงที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเกิดคุณค่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต สร้างสรรค์ความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ทั้งยังช่วยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนในการดำเนินงาน และลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัท ฯ จึงกำหนด “นโยบายการจัดการนวัตกรรม” เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมภายในองค์กรด้วยการสนับสนุนให้พนักงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ คิดค้น ประดิษฐ์ ทดลองและทำสิ่งใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาความสามารถและร่วมพัฒนานวัตกรรมกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอันเกิดจากศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจและสังคม             

คณะกรรมการบริษัทมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลภาพรวมของการจัดการนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนการพัฒนาธุรกิจใหม่ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาธุรกิจและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในองค์กร บริษัทฯ มอบหมายให้ประธานเจ้าหน้าที่การพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบดูแลการพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตของบริษัท ผู้บริหารระดับสูงในสายงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่นำนโยบายและกลยุทธ์องค์กรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดผู้รับผิดชอบ เป้าหมาย แผนงาน และตัวชี้วัดที่ชัดเจน จัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม ทั้งนี้ ประธานเจ้าหน้าที่การบริหารกลางและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานและผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ต่อไป

บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ “Products & Services Development Framework”นการออกแบบสินค้าและบริการที่สามารถส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้า (Stakeholder Engagement) ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสำรวจ ประเมิน และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่มีศักยภาพในอนาคตทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ประกอบกับการวิเคราะห์แนวโน้ม และ Mega Trends ที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลกระทบ ความเร่งด่วน และระดับความสำคัญ เพื่อระบุวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และเตรียมพร้อมทางด้านการตลาด การร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Innovation) เพื่อออกแบบสินค้าและบริการที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีการติดตามรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ พัฒนา Sprint Team จากกลุ่มพนักงานศักยภาพสูง (Talent) และพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Products & Services Development Framework Stakeholder Engagement Products & Services Design Feedback & Improvement Industrial Context and Trends Analysis Customer Engagement Customer's needs, problems, and expectations Strategic Innovation Prototyping Execution Sprint Team

การสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้า

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยการสัมภาษณ์ลูกค้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ  เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกไปดำเนินการวิเคราะห์ประกอบการปรับปรุงแผนกลยุทธ์องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พบว่า วิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวทั่วโลกในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วนเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น กลายเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลกประกาศใช้นโยบาย มาตรการ ระเบียบปฏิบัติ รวมถึงกฎหมายใหม่ ๆ และความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันและควบคุมผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของนักลงทุนชั้นนำจากทั่วโลก ที่มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และกฎหมายของประเทศคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ และปฏิบัติตามนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทแม่ในต่างประเทศอย่างเคร่งครัด ตลอดจนต้องผลิตสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลของลูกค้าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ผู้ประกอบการโรงงานจึงมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถอ้างอิงได้ในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะอมตะ

บริษัทมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้พัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อสนองตอบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาธุรกิจที่รองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า โดยพัฒนาพื้นที่การลงทุนโซนใหม่ที่มีมาตรฐานระดับสากล พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแรงงานที่มีคุณภาพ ให้เมืองอัจฉริยะอมตะเป็นพื้นที่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และเป็นศูนย์การเรียนรู้ในภูมิภาคนี้ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยต่อไป ซึ่งบริษัท ฯ อยู่ในระหว่างการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี ซึ่งได้เริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีความร่วมมือกับหลายองค์กรเพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองอัจฉริยะในปีที่ผ่านมา

  • วันที่ 3 กันยายน 2568 บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับบริษัท EZA Hill Properties Holdings Limited เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือในโครงการโรงงานให้เช่า โครงการโลจิสติกส์และคลังสินค้า รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศ

บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากการเติบโตของกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพสูงในการเชื่อมต่อโครงข่ายธุรกิจกับห่วงโซ่อุปทานของโลก และอยู่ในความสนใจของนักลงทุนชั้นนำ ประกอบกับนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีการเชื่อมต่อมากขึ้น กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต บริษัทฯ จึงได้มีการขยายธุรกิจการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV โดยนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการพัฒนาเมือง และนำต้นแบบเมืองอัจฉริยะอมตะไปเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในกลุ่มประเทศดังกล่าว

โครงการในประเทศเวียดนาม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะในภาคการผลิต ซึ่งมีมูลค่าและปริมาณการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลักส่วนใหญ่มาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID‑19) เศรษฐกิจเวียดนามสามารถฟื้นตัวและขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2565 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 8 ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ตโฟน และเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้บริษัทชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามยังคงแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของการเติบโต โดย GDP ตลอดทั้งปีขยายตัวในอัตราสูงกว่าร้อยละ 8 จากแรงสนับสนุนของภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง การลงทุนภาครัฐ และการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อันเป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภาครัฐ ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นฐานการลงทุนที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทฯ เริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ประเทศเวียดนามตั้งแต่ปี 2537 โดยได้พัฒนาโครงการแรก คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุนของประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในประเทศเวียดนาม ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมและโครงการพัฒนาพื้นที่บริการเชิงพาณิชย์ (Urban Development) รวมทั้งสิ้น 8 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3,000 เฮกตาร์ ในภูมิภาคเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ในปี 2568 โครงการของบริษัทฯ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งบริหารงานโดยบริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) มีการเติบโตจากการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ภาพรวมจนถึงปัจจุบัน มีบริษัทที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลักของอมตะในประเทศเวียดนามแล้วมากกว่า 200 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 60,000 ตำแหน่งในประเทศเวียดนาม

แนวโน้มการลงทุนเวียดนามทั้งการลงทุนจากภายในและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ยังคงมีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ยอดการเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง จังหวัดกว่างหนิง และนิคมอุตสาหกรรมอมตะอมตะ ซิตี้ ลองถั่น จังหวัดดองไน ซึ่งอยู่พื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ของเวียดนามตามลำดับ ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยข้อได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งในทำเลที่ตั้ง แรงจูงใจสิทธิประโยชน์ในการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และบริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ จากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน และภูมิภาคยุโรป จนถึงปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง มีโครงการลงทุนจำนวน 22 โครงการที่ได้รับใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุน (Investment Registration Certificate: IRC) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ลองถั่น ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดดองไน ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ โดยมีโครงการลงทุนที่ได้รับ IRC แล้วจำนวน 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 410.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนในทั้งสองพื้นที่นั้น จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นจากการจ้างงาน รวมถึงช่วยยกระดับความสามารถและคุณภาพชีวิตของแรงงานในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

ในปี 2568 เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศเวียดนามในการยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตและการประกอบสินค้าไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบกับแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (China+1) ส่งผลให้พื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนามกลายเป็นแหล่งรองรับการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฟู้เถาะ ซึ่งเป็นโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์สำคัญบนระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง–ฮานอย–ไฮฟอง ที่มีโครงข่ายการคมนาคมและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ทั้งทางด่วน ทางหลวงแผ่นดิน และท่าเรือระหว่างประเทศ ทำเลที่ตั้งดังกล่าวสนับสนุนศักยภาพของโครงการในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฟู้เถาะ ซึ่งอยู่ภายใต้การลงทุนของกลุ่มอมตะในประเทศเวียดนาม ได้รับการอนุมัติใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุน (Investment Registration Certificate: IRC) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

โครงการในประเทศลาว

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศโครงการ Belt & Road Initiative (BRI) ในปี 2556 เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นจุดเชื่อมต่อด้านการขนส่งทางบกระหว่างจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผ่านโครงข่ายรถไฟจีน–ลาว ซึ่งเชื่อมต่อจากเมืองบ่อเต็น ณ พรมแดนจีน–ลาว ไปยังนครเวียงจันทน์ รวมระยะทางกว่า 1,035 กิโลเมตร และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2564

ในปี 2568 รถไฟจีน–ลาวสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ประมาณ 24.5 ล้านตัน หรือเฉลี่ยมากกว่า 67,000 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 25 โดยเป็นการขนส่งระหว่างประเทศมากกว่า 5.5 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ประเภทและมูลค่าของสินค้าที่ขนส่งมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เน้นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบขั้นต้น ไปสู่สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลลาวในการยกระดับประเทศจากรัฐที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land‑locked) สู่การเป็นประเทศที่เชื่อมโยงระบบขนส่งทางบก (Land‑linked) และเอื้อต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวระเบียงจีน–ลาว–อาเซียนในระยะยาว

สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานของประเทศลาว จึงได้จัดตั้งบริษัท AMATA City Lao Sole Company Limited ขึ้นในปี 2563 เพื่อพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะและนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงการต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศลาว ซึ่งมีแหล่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานน้ำ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะภายในโครงการ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนของสถานประกอบการในพื้นที่

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2566  บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตในการดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วย โครงการอมตะในแขวงหลวงน้ำทา (โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย) และ แขวงอุดมไซ (โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ)

ความก้าวหน้าที่สำคัญในปี 2568 ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพิจารณาและอนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นกรณีพิเศษ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประสงค์จะเข้ามาลงทุนในโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดอันดับโดยธนาคารโลก (World Bank) ประเทศลาวอยู่ในลำดับที่ 154 ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาตดำเนินธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กรอบกฎหมาย กฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ในปี 2568 บริษัท อมตะ ซิตี้ ลาว จำกัด ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ซึ่งมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 31.5 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ที่ ประมาณ 18.10 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของพื้นที่ โครงการในระยะที่ 1 จะมีพื้นที่ประมาณ 8.98 ตารางกิโลเมตร และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของรัฐบาล และแขวงอุดมไซ ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2569 

การพัฒนาธุรกิจในประเทศลาวนั้น บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น บริษัทฯ จึงได้นำต้นแบบการดูแล รักษา และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการในประเทศไทย ไปประยุกต์ใช้ในโครงการที่ประเทศลาว เช่น นโยบายการจัดการน้ำและของเสีย การดูแลและพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงนโยบายการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างสมดุลแห่งการเติบโต โดยบริษัท ฯ ได้ริเริ่มแนวคิดในการชักชวนบริษัทผู้ประกอบการที่จะดำเนินการภายในโครงการฯ ได้แบ่งกำไรจากการประกอบการในพื้นที่ เพื่อดำเนินการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลพื้นที่ป่าไม้รอบบริเวณโครงการฯ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการภายในโครงการฯด้วย ตามปรัชญาธรุกิจ ALL WIN ของบริษัทฯ

การพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียและสังคม

ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

จากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บริษัทฯ พบว่าโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างมากกับประเด็นแรงงานที่มีทักษะ เพื่อให้มีแรงงานที่มีคุณภาพเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและสามารถตอบสนองเทคโนโลยีและนวัตกรรมของธุรกิจในอนาคตได้ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกให้มีทักษะความรู้และความสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการดังนี้

  • วันที่ 1 ตุลาคม 2568 บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด โดยคุณอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา คณะสาธารณสุขศาสตร์ โดยมีรองศาสตราจารย์โกวิท สุวรรณหงษ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้แทนร่วมลงนาม ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมในด้านที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย พลังงาน ระบบดิจิทัล และสุขภาพ รวมถึงด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของทั้งสององค์กรและสังคมโดยรวม
ด้านการพัฒนาพลังงานสะอาด

พลังงานสะอาดเป็นหนึ่งในประเด็นที่ลูกค้าให้ความสำคัญในระดับสูง เนื่องจากลูกค้ามีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าดังนี้

  • ในปี 2568 บริษัท อมตะ ยู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์ลอยน้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี กำลังการผลิตขนาด 5 เมกะวัตต์พีค (MWp) เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (renewable energy source) ของกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงการดำเนินการด้านใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด การพัฒนาโครงการดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายแหล่งจ่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดภายในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทในอนาคต ตลอดจนการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงาน (Smart Energy)
ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จึงได้พัฒนาธุรกิจต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก บริษัทฯ จึงได้พัฒนาโรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี ขึ้นโดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟูจิตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Daiwa House Group และบริษัท Japan Overseas Infrastructure Investment Corporation for Transport & Urban Development (JOIN) ภายใต้การบริหารของ Okura Nikko Hotel Management ซึ่งเป็นเครือโรงแรมระดับสากลของญี่ปุ่น และยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “บ้านของคนไกลบ้าน” พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2565

โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นโรงแรมแห่งแรกและแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการลงทุนและการดำเนินธุรกิจภายในนิคมอุตสาหกรรม โดยช่วยรองรับความต้องการของนักลงทุน ผู้บริหาร และผู้มาติดต่อธุรกิจจากนานาประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของบริษัทฯ โรงแรมมีห้องพักจำนวน 220 ห้อง พร้อมร้านอาหารญี่ปุ่นและห้องจัดเลี้ยง โดยมีจุดเด่นด้านมาตรฐานการบริการแบบญี่ปุ่น ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักธุรกิจ ทั้งด้านการพักผ่อน การรับรองคู่ค้า และการจัดกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน การตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย ลดภาระและระยะเวลาในการเดินทาง

นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าพักในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ย 8.8 บน Booking.com, 9.0 บน Agoda.com และ 9.1 บน Trip.com ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพห้องพัก ความสะอาด ความสะดวกสบาย และมาตรฐานการบริการโดยรวม โรงแรมแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ที่พักสำหรับผู้เดินทางเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมอมตะในการรองรับกิจกรรมทางธุรกิจในระดับสากล

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกค้า

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จึงได้พัฒนาธุรกิจต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก บริษัทฯ จึงได้พัฒนาโรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี ขึ้นโดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟูจิตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Daiwa House Group และบริษัท Japan Overseas Infrastructure Investment Corporation for Transport & Urban Development (JOIN) ภายใต้การบริหารของ Okura Nikko Hotel Management ซึ่งเป็นเครือโรงแรมระดับสากลของญี่ปุ่น และยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “บ้านของคนไกลบ้าน” พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2565

โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นโรงแรมแห่งแรกและแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการลงทุนและการดำเนินธุรกิจภายในนิคมอุตสาหกรรม โดยช่วยรองรับความต้องการของนักลงทุน ผู้บริหาร และผู้มาติดต่อธุรกิจจากนานาประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของบริษัทฯ โรงแรมมีห้องพักจำนวน 220 ห้อง พร้อมร้านอาหารญี่ปุ่นและห้องจัดเลี้ยง โดยมีจุดเด่นด้านมาตรฐานการบริการแบบญี่ปุ่น ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักธุรกิจ ทั้งด้านการพักผ่อน การรับรองคู่ค้า และการจัดกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน การตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย ลดภาระและระยะเวลาในการเดินทาง

นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าพักในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ย 8.8 บน Booking.com, 9.0 บน Agoda.com และ 9.1 บน Trip.com ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพห้องพัก ความสะอาด ความสะดวกสบาย และมาตรฐานการบริการโดยรวม โรงแรมแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ที่พักสำหรับผู้เดินทางเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมอมตะในการรองรับกิจกรรมทางธุรกิจในระดับสากล

การจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน และลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น บริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรตั้งแต่การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม และความรู้ความสามารถของบุคลากรในบริษัทฯ ตามที่ได้กำหนดไว้ในคุณลักษณะของการเป็นคนอมตะ (AMATA DNA) ในเรื่อง Innovative การมีความคิดสร้างสรรค์ ลองคิดสิ่งใหม่เพื่อการพัฒนา ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในทุกระดับ

บริษัทฯ ได้พัฒนากระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Innovation Management Process) ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการนวัตกรรมของบริษัทฯ ส่งเสริมกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

โดยบริษัทฯ ได้มีวิธีการในการจัดหานวัตกรรมที่สอดคล้องกับธุรกิจ (INPUT) อยู่ 2 แนวทาง คือ 1) การร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อพัฒนานวัตกรรม (EXTERNAL) และ 2) การส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทฯ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมทางธุรกิจ (INTERNAL) โดยนวัตกรรมที่ได้นั้นไม่ว่าจะเป็นเพียงแนวคิด หรือโครงการที่ดำเนินการแล้ว บริษัทฯ จะสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในการพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่ม (VALUE-ADDED) ก่อนส่งมอบคุณค่านั้นให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียต่อไป

กระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ INPUT OUTPUT IMPACT ON AMATA AND STAKEHOLDERS Sustainable Products & Services High Potential Idea High Potential Project Innovation Collaboration (Cross-functional Work) Closed Innovation (Internal) Open Innovation (External) Incubator Implementation Evaluation & Assessment Knowledge Management Revenue from innovative products & services Reduce operating costs Minimize environmental impact Improve quality of life and well-being of stakeholders

1) การร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อพัฒนานวัตกรรม

บริษัทฯ วางกลยุทธ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและโครงการย่อยผ่านหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Strategic Business Partners) เพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูง บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับบริษัทและองค์กรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ พัฒนาโครงการธุรกิจใหม่ภายใต้กรอบแนวคิดเมืองอัจฉริยะอมตะ ตามความร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจจากประเทศจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ เป้าหมายคือเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงเพิ่มคุณภาพชีวิตคนทำงาน ส่งเสริมระบบนิเวศธุรกิจ นวัตกรรม และอำนวยความสะดวกในกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา

การร่วมมือกับบริษัทและองค์กรชั้นนำเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเรียนรู้แนวคิด เทคโนโลยีใหม่ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) และสามารถต่อยอดไปยังการวิจัย และคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท Jia Tech International Investment Company Limited เพื่อศึกษาการพัฒนาพื้นที่ Co‑working Space สำหรับรองรับกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการบ่มเพาะและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนบริษัทจากประเทศไต้หวันในการจัดตั้งกิจการด้าน R&D ในประเทศไทย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และคาดว่าจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี

2) การส่งเสริมให้พนักงานเป็นผู้พัฒนานวัตกรรม

บริษัทฯ ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้พนักงานในกลุ่มอมตะ ทุกระดับได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานตามนโยบายและกลยุทธ์ของบริษัทฯ จึงได้จัดให้มีการประกวดโครงการ (Innovation Project) และแนวคิดด้านนวัตกรรม (Innovation Idea) เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพ และเสนอแนวความคิดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการทำงานร่วมกัน บริษัท ฯ ได้จัดสรรรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานส่งโครงการและแนวคิดด้านนวัตกรรมเข้าร่วมโครงการ โดยมีเงินรางวัล ตลอดระยะเวลา 7 ปี รวมทั้งสิ้นกว่า 10.2 ล้านบาท โดยเงินรางวัลส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณวิกรม กรมดิษฐ์และมูลนิธิอมตะ

ในปี 2568 บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับรูปแบบกลไกการส่งเสริมด้านนวัตกรรมภายในองค์กร รวมถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจและแนวทางการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยในระหว่างช่วงการปรับรูปแบบดังกล่าว บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการติดตาม สนับสนุน และต่อยอดโครงการนวัตกรรมที่มีศักยภาพจากปีที่ผ่านมา เพื่อผลักดันให้เกิดการนำไปใช้จริงและสร้างผลลัพธ์เชิงคุณค่า

ทั้งนี้ หนึ่งในโครงการนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลในปีก่อนหน้าและได้รับการต่อยอดและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการขยะหมุนเวียนอมตะ (AMATA Circular Waste Management Excellence Center) ซึ่งสะท้อนบทบาทของพนักงานในการร่วมพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติจริง

โครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการขยะหมุนเวียนอมตะ (AMATA Circular Waste Management Excellence Center)

บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะมาตั้งแต่ปี 2554 ให้บริการจัดเก็บ รวบรวม คัดแยก และกำจัดขยะมูลฝอย ให้แก่ผู้เช่าและโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม โดยดำเนินการร่วมกับผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย มีโรงคัดแยกขยะภายในนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกออกแบบให้สามารถจำแนกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะและวัสดุรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการลดขยะที่ต้องกำจัดโดยวิธีฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย 

แต่ในปัจจุบัน บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด กำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการขยะ ท่ามกลางข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานมีการปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง และเพิ่มการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรภายในโรงงาน ส่งผลให้ปริมาณขยะที่ต้องจัดการเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 10 ในปี 2566 แม้ว่าจะมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการการจัดการขยะเพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากนี้การบริการจัดการขยะแนวทาง Zero Waste to Landfill ที่เคยเป็นมาตรฐานสำคัญในการจัดการขยะ อาจไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการและข้อกำหนดของลูกค้าในปัจจุบันอีกต่อไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ประจำ (recurring income) และการเติบโตของธุรกิจในอนาคตของบริษัท ฯ

ในปี 2567 บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด จึงได้ริเริ่มโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการขยะหมุนเวียนอมตะ (AMATA Circular Waste Management Excellence Center)” ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการขยะหมุนเวียนอมตะจะเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงการจัดการของเสีย นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการจัดการขยะและการรีไซเคิล การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ และการสร้างการเติบโตของรายได้ ที่สามารถสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

โมเดลธุรกิจใหม่นี้ทำให้บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เปลี่ยนบทบาทหน้าที่จากการเป็นเพียงผู้ให้บริการจัดการขยะมูลฝอย สู่การเป็นผู้บริหารจัดการขยะเชิงบูรณาการ (Integrated waste management) ที่ให้บริการได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ การเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การก็บขนขยะ การจัดการขยะและเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี และการให้บริการด้านข้อมูลเอกสาร ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการจัดการขยะ

ในปี 2568 บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ได้ดำเนินการต่อยอดโครงการศูนย์ความเป็นเลิศฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นผลเชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยรายได้จากการให้บริการจัดการขยะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการขยายฐานลูกค้าใหม่ในพื้นที่ส่วนขยาย รวมถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่บริษัทฯ รับมาบริหารจัดการทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เริ่มรับซื้อขยะรีไซเคิลจากโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก อัด และจำหน่ายต่อ ซึ่งช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร และสนับสนุนการพัฒนาโมเดลธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายความร่วมมือเชิงพื้นที่ร่วมกับเทศบาลตำบลท่าข้าม จังหวัดฉะเชิงเทรา และสถานศึกษาในพื้นที่จำนวน 3 แห่ง เพื่อออกแบบโครงการนำร่องด้านการจัดการขยะหมุนเวียนในระดับชุมชน โดยมีเทศบาลตำบลท่าข้ามทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลัก และเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ชุมชน และภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมถึงแนวคิดในการขอความร่วมมือจากโรงงานโดยรอบกว่า 80 แห่ง เพื่อนำขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบการจัดการของโครงการฯ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณขยะและวัสดุรีไซเคิลที่เข้าสู่ระบบ ทำให้เพิ่มศักยภาพของบริษัทฯ ในการสร้างรายได้จากการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลในระยะถัดไป

เพื่อรองรับการขยายการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ติดตั้งเครื่องอัดขวดพลาสติก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกและรวบรวมขยะรีไซเคิลภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารคัดแยกขยะ ขนาดกำลังการผลิต 52 กิโลวัตต์พีค เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้รับเหมาที่ปฏิบัติงานภายในพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ แม้การผลิตไฟฟ้าจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2568 และยังช่วยลดต้นทุนได้ในระดับจำกัดในระยะแรก แต่ถือเป็นการวางรากฐานด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนการควบคุมต้นทุนในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ปรับปรุงการบริหารจัดการขนส่งขยะที่นำไปผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse-derived Fuel: RDF) โดยมุ่งเพิ่มปริมาณการขนส่งต่อเที่ยวให้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนการขนส่งภายใต้รูปแบบการจ่ายค่าขนส่งแบบเหมาได้ดีขึ้น และสนับสนุนประสิทธิภาพโดยรวมของกระบวนการจัดการขยะ

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ประโยชน์ต่อบริษัทฯ ประโยชน์ต่อสังคม ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มรายได้จากงานบริการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามหลัก 3Rs และ Circular Economy ทำให้ในปี 2568 มีรายรับจากการจัดการขยะ 109.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 8
  • ลดต้นทุนในด้านการบริหารจัดการขยะลงร้อยละ 12
  • เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านขยะของคนในสังคมกว่า 1,000 คน เกี่ยวกับแนวทางการคัดแยกและจัดการของเสียอย่างถูกต้อง
  • สร้างสภาพแวดล้อมในชุมชนที่สะอาดและปลอดภัย ด้วยการจัดการขยะชุมชนอย่างถูกต้อง ทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีและมีรายได้เพิ่มเติมจากการขายขยะรีไซเคิล
  • ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบจนเป็นศูนย์ เพราะนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ไม่มีขยะที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบในปี 2568 ตามเป้าหมาย Zero waste to landfill
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 7,260 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการเปลี่ยนเส้นทางของขยะมูลฝอย 20,000 ตันต่อปี จากการฝังกลบร้อยละ 100 ไปเป็นการเผาเพื่อผลิตพลังงานร้อยละ 87.61 และ การรีไซเคิลร้อยละ 12.39

ผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ

ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 14,524.34 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปี 2567 ร้อยละ 3.09 ขณะที่มีกำไรสุทธิจำนวน 4,098.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 18.54 โดยสามารถจำแนกโครงสร้างรายได้หลักออกเป็น 3 ส่วนคือ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 8,702.81 ล้านบาท รายได้จากค่าสาธารณูปโภคและบริการ จำนวน 4,545.16 ล้านบาท และรายได้จากการให้เช่าและรายได้อื่น ๆ จำนวน 1,276.37 ล้านบาท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลักโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปี 2567 จากร้อยละ 33.74 เป็นร้อยละ 44.56

รายได้จากอสังหาริมทรัพย์

8,702.81 ล้านบาท

รายได้จากสาธารณูปโภคและบริการ

4,545.16 ล้านบาท

รายได้จากการให้เช่าและอื่น ๆ

1,276.37 ล้านบาท

ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรและความแข็งแกร่งทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีความผันผวน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน การบูรณาการข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงาน ตลอดจนการดำเนินกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าในระยะยาวในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก

แม้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลงร้อยละ 3.35 จากปริมาณการโอนที่ดินที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 54.35 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการ การบริหารต้นทุน และการยกระดับมูลค่านิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะภายใต้กรอบ ESG ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง และสนับสนุนการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค รายได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.90 จากการชะลอตัวของการใช้ไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.22 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการนำแนวทางด้านการลดการปล่อยของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละโครงการ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของทั้งบริษัทฯ และลูกค้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาคารโรงงานสำเร็จรูปและพื้นที่ให้เช่ามีการปรับรูปแบบการดำเนินงานโดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ควบคู่กับการพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งบริหารเงินลงทุน (CAPEX) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อย่างมีวินัย ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจให้เช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.92 และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.93 ซึ่งช่วยเสริมความต่อเนื่องของกระแสรายได้ เพิ่มเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในอนาคต

บริษัทฯ ตระหนักว่าแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานและกลยุทธ์ของบริษัทฯ ทั้งในฐานะความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้น และความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณค่าเพิ่ม อาทิ พลังงานสะอาดและน้ำอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า

นอกจากนี้ การเข้ามาของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ในอนาคต บริษัทฯ จึงได้ปรับแนวทางการทำงาน โดยจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลด้านกลยุทธ์การตลาดและการวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการศึกษานักลงทุนและอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)