| ความเสี่ยง | โอกาส |
|---|---|
| ปัจจุบันผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างให้ความสำคัญกับแนวโน้มของโลกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) มากขึ้น ตลอดจนกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงภาคประชาชนที่มีความสนใจต่อผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเองมากขึ้น ดังนั้น บริษัทฯ อาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน หากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มเติมจากความต้องการพื้นฐานได้ เช่น ความต้องการของลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้การเข้ามาของคู่แข่งทางธุรกิจบริการและสาธารณูปโภครายใหม่ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วกว่า ทำให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงยิ่งขึ้น บริษัทฯ อาจสูญเสียรายได้จากการขายสินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญ | บริษัทฯ มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย การมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดส่งผลให้บริษัทฯ สามารถติดตามและรับรู้การเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าได้ เพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และครบวงจร พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อรองรับลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve industries) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ การมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และสามารถอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว |
บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะ ภายใต้แนวคิดเมืองสมบูรณ์แบบที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มแบบ ALL WIN ด้วยหลักการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียเป็นศูนย์กลาง (Stakeholder Centric) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจึงมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ สามารถแก้ปัญหาและสนับสนุนความสำเร็จทางธุรกิจให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทางตรงที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเกิดคุณค่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต สร้างสรรค์ความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ทั้งยังช่วยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนในการดำเนินงาน และลดผลกระทบทางเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัท ฯ จึงกำหนด “นโยบายการจัดการนวัตกรรม” เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมภายในองค์กรด้วยการสนับสนุนให้พนักงานแสดงความคิดสร้างสรรค์ คิดค้น ประดิษฐ์ ทดลองและทำสิ่งใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาความสามารถและร่วมพัฒนานวัตกรรมกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอันเกิดจากศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจและสังคม
บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ “Products & Services Development Framework” ในการออกแบบสินค้าและบริการที่สามารถส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้า (Stakeholder Engagement) ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสำรวจ ประเมิน และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่มีศักยภาพในอนาคตทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ประกอบกับการวิเคราะห์แนวโน้ม และ Mega Trends ที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลกระทบ ความเร่งด่วน และระดับความสำคัญ เพื่อระบุวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และเตรียมพร้อมทางด้านการตลาด การร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Innovation) เพื่อออกแบบสินค้าและบริการที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีการติดตามรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ พัฒนา Sprint Team จากกลุ่มพนักงานศักยภาพสูง (Talent) และพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยการสัมภาษณ์ลูกค้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกไปดำเนินการวิเคราะห์ประกอบการปรับปรุงแผนกลยุทธ์องค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พบว่า วิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวทั่วโลกในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วนเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น กลายเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลกประกาศใช้นโยบาย มาตรการ ระเบียบปฏิบัติ รวมถึงกฎหมายใหม่ ๆ และความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันและควบคุมผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของนักลงทุนชั้นนำจากทั่วโลก ที่มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และกฎหมายของประเทศคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ และปฏิบัติตามนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทแม่ในต่างประเทศอย่างเคร่งครัด ตลอดจนต้องผลิตสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลของลูกค้าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้ประกอบการโรงงานจึงมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถอ้างอิงได้ในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
บริษัทมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้พัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อสนองตอบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลกและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาธุรกิจที่รองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า โดยพัฒนาพื้นที่การลงทุนโซนใหม่ที่มีมาตรฐานระดับสากล พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแรงงานที่มีคุณภาพ ให้เมืองอัจฉริยะอมตะเป็นพื้นที่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และเป็นศูนย์การเรียนรู้ในภูมิภาคนี้ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยต่อไป ซึ่งบริษัท ฯ อยู่ในระหว่างการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี ซึ่งได้เริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีความร่วมมือกับหลายองค์กรเพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองอัจฉริยะในปีที่ผ่านมา
บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากการเติบโตของกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพสูงในการเชื่อมต่อโครงข่ายธุรกิจกับห่วงโซ่อุปทานของโลก และอยู่ในความสนใจของนักลงทุนชั้นนำ ประกอบกับนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีการเชื่อมต่อมากขึ้น กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต บริษัทฯ จึงได้มีการขยายธุรกิจการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV โดยนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการพัฒนาเมือง และนำต้นแบบเมืองอัจฉริยะอมตะไปเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในกลุ่มประเทศดังกล่าว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะในภาคการผลิต ซึ่งมีมูลค่าและปริมาณการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลักส่วนใหญ่มาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID‑19) เศรษฐกิจเวียดนามสามารถฟื้นตัวและขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2565 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 8 ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ตโฟน และเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้บริษัทชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามยังคงแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของการเติบโต โดย GDP ตลอดทั้งปีขยายตัวในอัตราสูงกว่าร้อยละ 8 จากแรงสนับสนุนของภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง การลงทุนภาครัฐ และการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อันเป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภาครัฐ ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นฐานการลงทุนที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัทฯ เริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ประเทศเวียดนามตั้งแต่ปี 2537 โดยได้พัฒนาโครงการแรก คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุนของประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในประเทศเวียดนาม ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมและโครงการพัฒนาพื้นที่บริการเชิงพาณิชย์ (Urban Development) รวมทั้งสิ้น 8 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3,000 เฮกตาร์ ในภูมิภาคเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ในปี 2568 โครงการของบริษัทฯ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งบริหารงานโดยบริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) มีการเติบโตจากการขยายการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ภาพรวมจนถึงปัจจุบัน มีบริษัทที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลักของอมตะในประเทศเวียดนามแล้วมากกว่า 200 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 60,000 ตำแหน่งในประเทศเวียดนาม
แนวโน้มการลงทุนเวียดนามทั้งการลงทุนจากภายในและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ยังคงมีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ยอดการเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง จังหวัดกว่างหนิง และนิคมอุตสาหกรรมอมตะอมตะ ซิตี้ ลองถั่น จังหวัดดองไน ซึ่งอยู่พื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ของเวียดนามตามลำดับ ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยข้อได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งในทำเลที่ตั้ง แรงจูงใจสิทธิประโยชน์ในการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และบริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ จากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน และภูมิภาคยุโรป จนถึงปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง มีโครงการลงทุนจำนวน 22 โครงการที่ได้รับใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุน (Investment Registration Certificate: IRC) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ลองถั่น ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดดองไน ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ โดยมีโครงการลงทุนที่ได้รับ IRC แล้วจำนวน 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 410.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนในทั้งสองพื้นที่นั้น จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นจากการจ้างงาน รวมถึงช่วยยกระดับความสามารถและคุณภาพชีวิตของแรงงานในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ในปี 2568 เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศเวียดนามในการยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตและการประกอบสินค้าไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบกับแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (China+1) ส่งผลให้พื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนามกลายเป็นแหล่งรองรับการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฟู้เถาะ ซึ่งเป็นโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์สำคัญบนระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง–ฮานอย–ไฮฟอง ที่มีโครงข่ายการคมนาคมและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ทั้งทางด่วน ทางหลวงแผ่นดิน และท่าเรือระหว่างประเทศ ทำเลที่ตั้งดังกล่าวสนับสนุนศักยภาพของโครงการในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฟู้เถาะ ซึ่งอยู่ภายใต้การลงทุนของกลุ่มอมตะในประเทศเวียดนาม ได้รับการอนุมัติใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุน (Investment Registration Certificate: IRC) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568
นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศโครงการ Belt & Road Initiative (BRI) ในปี 2556 เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นจุดเชื่อมต่อด้านการขนส่งทางบกระหว่างจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผ่านโครงข่ายรถไฟจีน–ลาว ซึ่งเชื่อมต่อจากเมืองบ่อเต็น ณ พรมแดนจีน–ลาว ไปยังนครเวียงจันทน์ รวมระยะทางกว่า 1,035 กิโลเมตร และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2564
ในปี 2568 รถไฟจีน–ลาวสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ประมาณ 24.5 ล้านตัน หรือเฉลี่ยมากกว่า 67,000 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 25 โดยเป็นการขนส่งระหว่างประเทศมากกว่า 5.5 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ประเภทและมูลค่าของสินค้าที่ขนส่งมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เน้นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบขั้นต้น ไปสู่สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลลาวในการยกระดับประเทศจากรัฐที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land‑locked) สู่การเป็นประเทศที่เชื่อมโยงระบบขนส่งทางบก (Land‑linked) และเอื้อต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวระเบียงจีน–ลาว–อาเซียนในระยะยาว
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานของประเทศลาว จึงได้จัดตั้งบริษัท AMATA City Lao Sole Company Limited ขึ้นในปี 2563 เพื่อพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะและนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงการต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศลาว ซึ่งมีแหล่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานน้ำ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะภายในโครงการ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนของสถานประกอบการในพื้นที่
ในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตในการดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วย โครงการอมตะในแขวงหลวงน้ำทา (โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย) และ แขวงอุดมไซ (โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ)
ความก้าวหน้าที่สำคัญในปี 2568 ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพิจารณาและอนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นกรณีพิเศษ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประสงค์จะเข้ามาลงทุนในโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดอันดับโดยธนาคารโลก (World Bank) ประเทศลาวอยู่ในลำดับที่ 154 ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาตดำเนินธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กรอบกฎหมาย กฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในปี 2568 บริษัท อมตะ ซิตี้ ลาว จำกัด ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โครงการอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ซึ่งมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 31.5 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ที่ ประมาณ 18.10 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของพื้นที่ โครงการในระยะที่ 1 จะมีพื้นที่ประมาณ 8.98 ตารางกิโลเมตร และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของรัฐบาล และแขวงอุดมไซ ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2569
การพัฒนาธุรกิจในประเทศลาวนั้น บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น บริษัทฯ จึงได้นำต้นแบบการดูแล รักษา และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการในประเทศไทย ไปประยุกต์ใช้ในโครงการที่ประเทศลาว เช่น นโยบายการจัดการน้ำและของเสีย การดูแลและพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงนโยบายการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างสมดุลแห่งการเติบโต โดยบริษัท ฯ ได้ริเริ่มแนวคิดในการชักชวนบริษัทผู้ประกอบการที่จะดำเนินการภายในโครงการฯ ได้แบ่งกำไรจากการประกอบการในพื้นที่ เพื่อดำเนินการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลพื้นที่ป่าไม้รอบบริเวณโครงการฯ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสถานประกอบการภายในโครงการฯด้วย ตามปรัชญาธรุกิจ ALL WIN ของบริษัทฯ
การพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียและสังคม
จากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บริษัทฯ พบว่าโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างมากกับประเด็นแรงงานที่มีทักษะ เพื่อให้มีแรงงานที่มีคุณภาพเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและสามารถตอบสนองเทคโนโลยีและนวัตกรรมของธุรกิจในอนาคตได้ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกให้มีทักษะความรู้และความสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการดังนี้
พลังงานสะอาดเป็นหนึ่งในประเด็นที่ลูกค้าให้ความสำคัญในระดับสูง เนื่องจากลูกค้ามีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าดังนี้
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จึงได้พัฒนาธุรกิจต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก บริษัทฯ จึงได้พัฒนาโรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี ขึ้นโดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟูจิตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Daiwa House Group และบริษัท Japan Overseas Infrastructure Investment Corporation for Transport & Urban Development (JOIN) ภายใต้การบริหารของ Okura Nikko Hotel Management ซึ่งเป็นเครือโรงแรมระดับสากลของญี่ปุ่น และยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “บ้านของคนไกลบ้าน” พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2565
โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นโรงแรมแห่งแรกและแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการลงทุนและการดำเนินธุรกิจภายในนิคมอุตสาหกรรม โดยช่วยรองรับความต้องการของนักลงทุน ผู้บริหาร และผู้มาติดต่อธุรกิจจากนานาประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของบริษัทฯ โรงแรมมีห้องพักจำนวน 220 ห้อง พร้อมร้านอาหารญี่ปุ่นและห้องจัดเลี้ยง โดยมีจุดเด่นด้านมาตรฐานการบริการแบบญี่ปุ่น ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักธุรกิจ ทั้งด้านการพักผ่อน การรับรองคู่ค้า และการจัดกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน การตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย ลดภาระและระยะเวลาในการเดินทาง
นอกจากนี้ โรงแรมยังได้รับการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าพักในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคะแนนเฉลี่ย 8.8 บน Booking.com, 9.0 บน Agoda.com และ 9.1 บน Trip.com ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพห้องพัก ความสะอาด ความสะดวกสบาย และมาตรฐานการบริการโดยรวม โรงแรมแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ที่พักสำหรับผู้เดินทางเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมอมตะในการรองรับกิจกรรมทางธุรกิจในระดับสากล
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า การกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทฯ จึงได้นำหลักการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์และระบบสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products: CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำอุตสาหกรรม ตามมาตรฐาน ISO 14067:2018 และสอดคล้องกับกรอบการประเมินวัฏจักรชีวิตตาม ISO 14040 และ ISO 14044 โดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบจนถึงกระบวนการผลิต (cradle‑to‑gate) จากการดำเนินงานภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผลการประเมินพบว่า ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์น้ำอุตสาหกรรมเท่ากับ 694 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อผลิตภัณฑ์น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการบำบัดและการสูบน้ำของระบบ
บริษัทฯ ได้นำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้ในการระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญในระดับผลิตภัณฑ์ และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตน้ำอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการประเมินและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการทวนสอบโดยผู้ตรวจประเมินอิสระภายนอกตามข้อกำหนดของมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทฯ คาดว่ากระบวนการทวนสอบจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน และลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น บริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรตั้งแต่การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม และความรู้ความสามารถของบุคลากรในบริษัทฯ ตามที่ได้กำหนดไว้ในคุณลักษณะของการเป็นคนอมตะ (AMATA DNA) ในเรื่อง Innovative การมีความคิดสร้างสรรค์ ลองคิดสิ่งใหม่เพื่อการพัฒนา ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในทุกระดับ
บริษัทฯ ได้พัฒนากระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Innovation Management Process) ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการนวัตกรรมของบริษัทฯ ส่งเสริมกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
โดยบริษัทฯ ได้มีวิธีการในการจัดหานวัตกรรมที่สอดคล้องกับธุรกิจ (INPUT) อยู่ 2 แนวทาง คือ 1) การร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อพัฒนานวัตกรรม (EXTERNAL) และ 2) การส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทฯ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมทางธุรกิจ (INTERNAL) โดยนวัตกรรมที่ได้นั้นไม่ว่าจะเป็นเพียงแนวคิด หรือโครงการที่ดำเนินการแล้ว บริษัทฯ จะสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในการพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่ม (VALUE-ADDED) ก่อนส่งมอบคุณค่านั้นให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียต่อไป
บริษัทฯ วางกลยุทธ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและโครงการย่อยผ่านหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Strategic Business Partners) เพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูง บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับบริษัทและองค์กรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ พัฒนาโครงการธุรกิจใหม่ภายใต้กรอบแนวคิดเมืองอัจฉริยะอมตะ ตามความร่วมมือกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจจากประเทศจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ เป้าหมายคือเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงเพิ่มคุณภาพชีวิตคนทำงาน ส่งเสริมระบบนิเวศธุรกิจ นวัตกรรม และอำนวยความสะดวกในกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา
การร่วมมือกับบริษัทและองค์กรชั้นนำเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในการเรียนรู้แนวคิด เทคโนโลยีใหม่ ๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อสร้างกระบวนการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Technology Transfer) และสามารถต่อยอดไปยังการวิจัย และคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท Jia Tech International Investment Company Limited เพื่อศึกษาการพัฒนาพื้นที่ Co‑working Space สำหรับรองรับกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการบ่มเพาะและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนบริษัทจากประเทศไต้หวันในการจัดตั้งกิจการด้าน R&D ในประเทศไทย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และคาดว่าจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี
บริษัทฯ ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้พนักงานในกลุ่มอมตะ ทุกระดับได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานตามนโยบายและกลยุทธ์ของบริษัทฯ จึงได้จัดให้มีการประกวดโครงการ (Innovation Project) และแนวคิดด้านนวัตกรรม (Innovation Idea) เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพ และเสนอแนวความคิดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการทำงานร่วมกัน บริษัท ฯ ได้จัดสรรรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานส่งโครงการและแนวคิดด้านนวัตกรรมเข้าร่วมโครงการ โดยมีเงินรางวัล ตลอดระยะเวลา 7 ปี รวมทั้งสิ้นกว่า 10.2 ล้านบาท โดยเงินรางวัลส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณวิกรม กรมดิษฐ์และมูลนิธิอมตะ
ในปี 2568 บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับรูปแบบกลไกการส่งเสริมด้านนวัตกรรมภายในองค์กร รวมถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจและแนวทางการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยในระหว่างช่วงการปรับรูปแบบดังกล่าว บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการติดตาม สนับสนุน และต่อยอดโครงการนวัตกรรมที่มีศักยภาพจากปีที่ผ่านมา เพื่อผลักดันให้เกิดการนำไปใช้จริงและสร้างผลลัพธ์เชิงคุณค่า
ทั้งนี้ หนึ่งในโครงการนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลในปีก่อนหน้าและได้รับการต่อยอดและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการขยะหมุนเวียนอมตะ (AMATA Circular Waste Management Excellence Center) ซึ่งสะท้อนบทบาทของพนักงานในการร่วมพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติจริง
ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 14,524.34 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปี 2567 ร้อยละ 3.09 ขณะที่มีกำไรสุทธิจำนวน 4,098.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 18.54 โดยสามารถจำแนกโครงสร้างรายได้หลักออกเป็น 3 ส่วนคือ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 8,702.81 ล้านบาท รายได้จากค่าสาธารณูปโภคและบริการ จำนวน 4,545.16 ล้านบาท และรายได้จากการให้เช่าและรายได้อื่น ๆ จำนวน 1,276.37 ล้านบาท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลักโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปี 2567 จากร้อยละ 33.74 เป็นร้อยละ 44.56
ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรและความแข็งแกร่งทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีความผันผวน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน การบูรณาการข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงาน ตลอดจนการดำเนินกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าในระยะยาวในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก
แม้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลงร้อยละ 3.35 จากปริมาณการโอนที่ดินที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 54.35 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการ การบริหารต้นทุน และการยกระดับมูลค่านิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะภายใต้กรอบ ESG ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง และสนับสนุนการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค รายได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.90 จากการชะลอตัวของการใช้ไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.22 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการนำแนวทางด้านการลดการปล่อยของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละโครงการ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของทั้งบริษัทฯ และลูกค้าในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาคารโรงงานสำเร็จรูปและพื้นที่ให้เช่ามีการปรับรูปแบบการดำเนินงานโดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ควบคู่กับการพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งบริหารเงินลงทุน (CAPEX) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อย่างมีวินัย ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจให้เช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.92 และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.93 ซึ่งช่วยเสริมความต่อเนื่องของกระแสรายได้ เพิ่มเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในอนาคต
บริษัทฯ ตระหนักว่าแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานและกลยุทธ์ของบริษัทฯ ทั้งในฐานะความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้น และความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณค่าเพิ่ม อาทิ พลังงานสะอาดและน้ำอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
นอกจากนี้ การเข้ามาของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ในอนาคต บริษัทฯ จึงได้ปรับแนวทางการทำงาน โดยจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลด้านกลยุทธ์การตลาดและการวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการศึกษานักลงทุนและอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ
+84 251 3991 007 (ใต้)
+84 203 3567 007 (เหนือ)
+95 1 230 5627
(+856) 21 810007
(+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
(+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)
© AMATA CORPORATION PCL. All rights reserved. Web by Toneyes