การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยง โอกาส
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ อย่างมาก นอกจากจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการน้ำซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical risk) จากด้านภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงทำให้เกิดผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มในห่วงโซ่คุณค่า เช่น การใช้น้ำในสายการผลิตของโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพนักงานโรงงานและชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ รวมถึงผลกระทบต่อบริษัทฯ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากการเตรียมพร้อมให้สามารถจัดหาน้ำสะอาดที่มีคุณภาพตามมาตรฐานส่งให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และการป้องกันผลกระทบทางกายภาพจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่และโครงการในอนาคต นอกจากนี้ ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นความเสี่ยง (Transition risk) ต่อทั้งบริษัทฯ และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทฯ ต้องเตรียมพร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต เช่น การจัดเตรียมและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสาธารณูปโภคต่าง ๆ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและลดความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในอนาคต บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์ และบริการรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น เช่น บริการด้านพลังงานสะอาด ระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและพลังงานอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน แนวโน้มด้านสภาพภูมิอากาศยังเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการพื้นที่อุตสาหกรรมไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ต้องเผชิญข้อกำหนดจากตลาดส่งออก บริษัทแม่ในต่างประเทศ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนช่วยเสริมความน่าสนใจของนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดลูกค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แนวทางการบริหารจัดการ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง ทั้งจากความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย กฎระเบียบ เทคโนโลยี และความคาดหวังของตลาด บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม 

บริษัทฯ สนับสนุนเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งติดตามทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิร้อยละ 47 ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593  ภายใต้แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้แนวทางตามข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศกลาสโกว์ (Glasgow Climate Pact) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDG 13: Climate Action) เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งมุ่งมั่นยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในอนาคต จึงได้กำหนด นโยบายการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร

บริษัทฯ มอบหมายให้การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้การบริหารจัดการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกบูรณาการอยู่ในกระบวนการบริหารความเสี่ยง การกำหนดนโยบาย และการกำกับดูแลด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยคณะกรรมการทั้งสองคณะจะมีการติดตามผลและทบทวนประเด็นสำคัญเป็นประจำ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ

ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่

การกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ

บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ
คณะกรรมการบริษัท
  • อนุมัตินโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน กลยุทธ์ และเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ในภาพรวม รวมถึงกำกับดูแลให้การดำเนินงานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาวขององค์กร
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
  • กำหนดและทบทวนนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Integration) โดยพิจารณาทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ตลอดจนการวิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenario Analysis) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางในการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับบริบทธุรกิจในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามมาตรฐานสากล
  • กำกับดูแลและสนับสนุนให้มีการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น ภัยพิบัติ หรือ ความมั่นคงทางน้ำ และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงติดตามประสิทธิผลของมาตรการจัดการความเสี่ยง และรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกไตรมาส
  • พิจารณาและให้ความเห็นต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในมิติของความเสี่ยงและโอกาส โดยประเมินความเหมาะสมของเป้าหมายเทียบกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของบริษัทฯ วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจกระทบต่อการบรรลุเป้าหมาย และให้คำแนะนำในการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือทางเลือกสำรอง
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • พิจารณากลั่นกรองและทบทวน นโยบาย กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ให้มีความเหมาะสม ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทธุรกิจ มาตรฐานสากล และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • กำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำกับดูแลการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
  • พิจารณากลั่นกรองและทบทวนเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัท ฯ โดยพิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องของเป้าหมายกับมาตรฐานสากลและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ
  • กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมาย แผนงาน และผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่มีนัยสำคัญ เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของบริษัทฯ
  • รายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่มีนัยสำคัญ พร้อมให้ข้อเสนอแนะแก่ฝ่ายจัดการ และส่งเสริมให้มีการบูรณาการแนวคิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและวัฒนธรรมองค์กรคาร์บอนต่ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
สายงานกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงองค์กร
  • กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจของบริษัทฯ โดยพิจารณาและนำผลการวิเคราะห์ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศ (climate-related scenario analysis) มาใช้ประกอบการทบทวนกลยุทธ์ แผนธุรกิจ เป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • กำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 และลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ Scope 2) ต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงานลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567
  • ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวม เพื่อสนับสนุนการทบทวนกลยุทธ์ การกำหนดเป้าหมาย และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • ทั้งนี้ นายสัทธา วนลาภพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน และฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กร
ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน
  • ติดตามผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการลดผลกระทบและขับเคลื่อนแผนงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  • รวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงข้อมูลผลการวิเคราะห์ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการบริหารจัดการ การทบทวนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกฎหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • ติดตามและประเมินผลกระทบทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (just transition) ที่อาจส่งผลต่อพนักงาน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นธรรมและครอบคลุม
  • รายงานผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการประชุมผู้บริหาร (Management Meeting) ก่อนนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามลำดับ
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กร
  • ติดตามและประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจใน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • สนับสนุนการวิเคราะห์ฉากทัศน์ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยประเมินผลกระทบของแต่ละสถานการณ์ต่อความเสี่ยงหลัก สมมติฐานสำคัญ และความยึดหยุ่นของการดำเนินธุรกิจ เพื่อใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร
  • ประเมินและติดตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม เช่น ความเสี่ยงด้านแรงงาน ชุมชน ชื่อเสียง และความต่อเนื่องทางธุรกิจ ที่อาจเกิดจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ
  • รายงานผลการบริหารความเสี่ยงองค์กรต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกไตรมาส และรายงานเป็นกรณีพิเศษเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
  • สนับสนุนให้ฝ่ายบริหารสามารถติดตามแนวโน้มความเสี่ยง ประเมินความเพียงพอและประสิทธิผลของมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

การประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยืดหยุ่นของธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว ภายใต้กรอบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ จึงได้บูรณาการการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) เพื่อระบุและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกลยุทธ์ การดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ อย่างครอบคลุม

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินผลกระทบจากความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศด้วยการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) โดยบูรณาการร่วมกับกระบวนการทบทวนและประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality Assessment) ที่ได้มีการทบทวนใหม่เช่นกัน เพื่อพิจารณาผลกระทบภายใต้ฉากทัศน์ (Scenario) ต่าง ๆ เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและข้อมูลพื้นฐานในการประเมินเชิงตัวเลข (Quantitative Data) ในปัจจุบัน บริษัทฯ จึงดำเนินการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเพื่อระบุประเด็นที่มีนัยสำคัญก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแผนที่จะพัฒนาฐานข้อมูลและระบบการประเมินเพื่อมุ่งสู่การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) และการวัดมูลค่าผลกระทบทางการเงิน (Financial Quantification) ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะถัดไป เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาที่คาดว่าผลกระทบจะเกิดขึ้น (Time Horizons) สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related) ที่แตกต่างจากกรอบระยะเวลาของประเด็นในมิติด้านสังคมและบรรษัทภิบาล เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของความเสี่ยงทางกายภาพที่มีความซับซ้อน วงจรชีวิตของสินทรัพย์หลัก (Asset Life Cycle) และทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสากล โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ระยะสั้น (1-2 ปี)หมายถึง ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในอนาคตอันใกล้ ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่อง กระแสเงินสด และประสิทธิภาพการดำเนินงานรายวันโดยตรง
  • ระยะกลาง (มากกว่า 2-10 ปี) หมายถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับกลยุทธ์ ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างต้นทุนและรายได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่สำคัญ
  • ระยะยาว (มากกว่า 10 ปี) หมายถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวและการบรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ

บริษัทฯ มีกระบวนการในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ  ดังนี้

1. ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks)

ประเภทความเสี่ยง Time horizon ปัจจัยความเสี่ยง ผลกระทบ/โอกาสทางธุรกิจ ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการจัดการความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ระยะสั้น–ระยะกลาง
ความเสี่ยงจากภัยแล้ง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตกของฝนและปริมาณของน้ำฝน อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำดิบมีไม่เพียงพอสำหรับการใช้ในกระบวนการผลิตน้ำใช้เพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค นอกจากนี้ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง จากการแย่งชิงน้ำดิบหากเกิดวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง
  • ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการจัดหาน้ำดิบในช่วงภัยแล้ง
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากค่าปรับหรือการเยียวยากรณีไม่สามารถให้บริการน้ำได้อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อรายได้ หากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบและชะลอหรือหยุดการดำเนินธุรกิจ
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอาจลดลง จากค่าใช้จ่ายเงินสดที่เพิ่มขึ้นในช่วงภัยแล้ง และการลงทุนด้านแหล่งน้ำสำรองและเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ
  • จัดให้มีแหล่งน้ำดิบสำรองทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทั้งหมดภายในนิคมอุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 14 เดือน ปัจจุบัน บริษัท ฯ มีแหล่งสำรองน้ำดิบผิวดินพร้อมใช้จำนวนรวม 17 แห่ง ซึ่งมีความจุรวมทั้งสิ้น 61 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • ลดการพึ่งพาน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเพิ่มการใช้น้ำคุณภาพสูงที่ผลิตจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วด้วยระบบ Water Reclamation ทดแทนการใช้น้ำดิบในการผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ สามารถลดสัดส่วนการใช้น้ำดิบผิวดินลง และส่งผลให้มีปริมาณน้ำดิบสำรองใช้เพิ่มขึ้นอีก 6 เดือน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ และยังสามารถช่วยสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหากเกิดภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง
  • ใช้เทคโนโลยีในการพยากรณ์สภาพอากาศเพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำในบ่อเก็บน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะให้เหมาะสม
  • สื่อสารกับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และชุมชนโดยรอบโดยทั่วกัน ให้รับทราบและเข้าใจแผนการบริหารจัดการน้ำของบริษัท ฯ
  • ดำเนินโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ (Water Grid) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่ โดยโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เชิงเทคนิค เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคตและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากภัยแล้ง
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ระยะสั้น–ระยะกลาง
ความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม น้ำท่วมอาจส่งผลให้การดำเนินงานทั้งของบริษัทฯ และโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหยุดชะงัก เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และสภาพแวดล้อมภายในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพนักงาน ผู้ประกอบการ และชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ และชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมเช่นกัน
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูทรัพย์สินของบริษัทฯ และโครงสร้างพื้นฐาน
  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้น สำหรับระบบป้องกันน้ำท่วมในโครงการปัจจุบันและอนาคต
  • ความเสี่ยงต่อรายได้และชื่อเสียง หากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินงาน
  • ปรับปรุงทบทวนกำแพงน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง จัดทำมาตรการการระบายน้ำและพื้นที่กั้นน้ำ/บ่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมขัง ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
  • พัฒนาการจัดการแบบองค์รวมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจดิจิทัลในการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิศาสตร์ที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด เพื่อออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำที่สามารถรับมือกับความแปรปวนของสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สื่อสารกับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และชุมชนโดยรอบโดยทั่วกัน ให้รับทราบและเข้าใจแผนการบริหารจัดการน้ำของบริษัท ฯ
ความเสี่ยงด้านการเงิน ระยะกลาง–ระยะยาว
ความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจจากการบริหารจัดการน้ำ หากบริษัท ฯ ไม่สามารถจัดหาน้ำให้แก่ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมได้ตามความต้องการ อาจเกิดผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย ในระยะยาวรวมถึงความเสียหายด้านชื่อเสียงจากศักย์ หากไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ต้นทุนการดำเนินงานผันผวนและแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำและค่าใช้จ่ายจัดการเหตุฉุกเฉิน
  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ผลกระทบต่อรายได้ในระยะยาว หากความเชื่อมั่นของลูกค้าลดลงหรือการลงทุนใหม่ชะลอตัว
  • ลดความเสี่ยงจากต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อแหล่งน้ำหลักไม่เพียงพอ โดยจัดหาแหล่งน้ำสำรองที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อยร้อยละ 150
  • วิเคราะห์สถานการณ์จำลองด้วย Stress Test & Scenario Analysis ด้านน้ำ เช่น ภัยแล้งรุนแรง หรือราคาน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อประเมินผลกระทบต่อต้นทุน และการลงทุน
  • ลดการพึ่งพาน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเพิ่มการใช้น้ำคุณภาพสูงที่ผลิตจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วด้วยระบบ Water Reclamation ทดแทนการใช้น้ำดิบในการผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks)

ประเภทความเสี่ยง Time horizon ปัจจัยความเสี่ยง ผลกระทบ/โอกาสทางธุรกิจ ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น มาตรการจัดการความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ / ความเสี่ยงด้านการเงิน ระยะกลาง–ระยะยาว
ความเสี่ยงด้านความพร้อมของผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมตื่นตัวกับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ทำให้เกิดการใช้สาธารณูปโภคและการผลิตของเสียลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ประจำจากการขายสาธารณูปโภคและบริการจัดการของเสียของบริษัทฯ และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ หากบริษัทฯ ไม่สามารถตอบความคาดหวังด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนได้ต่อย่างไรก็ดี ลูกค้าผู้ประกอบการมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เพื่อตอบสนองความคาดหวังดังกล่าวได้
  • รายได้ลดลง จากปริมาณการใช้สาธารณูปโภคและบริการจัดการของเสียที่ลดลงตามประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของลูกค้า
  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มเติมในการพัฒนา ปรับปรุง หรือขยายกำลังการผลิตสาธารณูปโภคและบริการรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืน
  • โอกาสสร้างรายได้ใหม่ จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานหมุนเวียน น้ำคุณภาพสูง และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการใช้และมาตรฐานใหม่ของผู้ประกอบการในปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต และเตรียมกำหนดแผนการพัฒนากระบวนการผลิตสาธารณูปโภค และการบริการทางด้านอุตสาหกรรม ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้และรองรับแนวคิดเศรษฐกิจมุมวียน
  • เพิ่มกำลังผลิตและขยายแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนซึ่งบริษัท ฯ ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 50 ในปี 2573
  • ปรับปรุงการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในกิจกรรมการดำเนินงานส่วนต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนฟุตพริ้นในผลิตภัณฑ์
  • ศึกษาโอกาสทางธุรกิจที่มาจากความต้องการสาธารณูปโภคชนิดใหม่ เช่น น้ำบริสุทธิ์สูง (Ultrapure Water) และน้ำบริสุทธิ์ที่ปราศจากเกลือแร่ (Demineralized Water) ซึ่งผลิตมาจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ
  • ติดตามปัจจัยด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของคู่ค้าทางธุรกิจที่อาจมีผลต่อความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพื่อให้ปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ระยะสั้น–ระยะกลาง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย/กฎเกณฑ์ของภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องนั้น มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับจำนวนมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม การดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งโดยบริษัทฯ เองหรือโดยการดำเนินงานของคู่ค้าผู้รับเหมาของบริษัทฯ โดยเฉพาะโครงการส่วนขยายและโครงการใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจเพิ่มภาระให้กับบริษัทฯ ในด้าน การกำกับดูแล การรายงาน และการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท ฯ ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และการได้รับการยอมรับจากสังคมและชุมชนโดยรอบให้สามารถประกอบกิจการและเติบโตได้ในอนาคต รวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีระดับความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน
  • ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ระบบ และการรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและทวนสอบข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
  • อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากค่าปรับ บทลงโทษ หรือการชะลอโครงการ หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายหรือเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมได้ทันเวลา
  • อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และแผนการลงทุนในอนาคต หากบริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการพัฒนาโครงการใหม่ การจำกัดขอบเขตการดำเนินงาน หรือการไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามแผนที่กำหนดไว้
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับ ด้านสิ่งแวดล้อมหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับโลก ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและกฎหมายในอนาคต
  • ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการทำงาน และกระบวนการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อลดโอกาสการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
  • เปิดเผยข้อมูลในด้านสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร การใช้น้ำ การจัดการของเสีย และการบัญชีด้าน ESG โดยทบทวนและปรับปรุงแบบกระบวนการเก็บข้อมูลภายในให้เป็นระบบ และได้รับการทวนสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอก เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลที่เปิดเผย
  • ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดด้านการรายงานที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับกฎระเบียบใหม่และลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • จัดการอบรมและสัมมนาให้แก่คู่ค้าผู้รับเหมาเพื่อให้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงและคัดเลือกคู่ค้าผู้รับเหมา ซึ่งคู่ค้าสำคัญที่ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัท ฯ (Critical tier-1 suppliers) และคู่ค้าใหม่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ จึงบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในกระบวนการกำหนดกลยุทธ์ การวางแผนธุรกิจ และการตัดสินใจลงทุน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงและการพิจารณาประโยชน์เชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

จากการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical risks) เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจจากการบริหารจัดการน้ำ รวมถึง ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition risks) อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎระเบียบ เทคโนโลยี และความต้องการของลูกค้าที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทฯ ได้นำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ภายใต้แนวทางดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (mitigation) และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ (transition) ทั้งในระดับองค์กรและในห่วงโซ่คุณค่า ตามนโยบายการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ทั้งนี้ กลยุทธ์การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ภายใต้แคมเปญ “Save Earth, Safe Us” ได้แก่ Climate Resilience City, Carbon Neutral City และ Climate-related Products & Services

กลยุทธ์ที่ 1 สร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน (Climate Resilience City)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เช่น รูปแบบการตกของฝน ปริมาณน้ำฝนและความรุนแรงของพายุฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก จนเกิดภาวะน้ำแล้งหรือน้ำท่วมในบางปี บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำทุกประเภทอย่างบูรณาการและยั่งยืน ได้แก่ น้ำดิบ น้ำใช้ น้ำแล้ง น้ำเสีย และน้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าและชุมชนในพื้นที่ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสีย แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการปรับตัวต่อความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) โดยให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้สามารถรองรับความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกักเก็บและกระจายน้ำ การบริหารจัดการน้ำหมุนเวียน การพัฒนาระบบระบายน้ำ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ฝนตกหนักหรือภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการภายในนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ใช้ข้อมูลแนวโน้มสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลปริมาณน้ำฝนและความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง มาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการรองรับในระยะกลางและระยะยาว

  • มุ่งมั่นเพื่อความมั่นคงทางน้ำโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำภายในพื้นที่
    บริษัทฯ กำหนดเป็นนโยบายในจัดหาน้ำดิบสำรองให้มีมากกว่าความต้องการใช้ในนิคมอุตสาหกรรมต่อปี อย่างน้อย 150%
  • ลดการพึ่งพาน้ำผิวดินโดยใช้ประโยชน์จากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วตามหลักการ Zero discharge
    บริษัทฯ นำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดการพึ่งพาน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติและลดความเสี่ยงและความรุนแรงของผลกระทบหากเกิดภาวะน้ำแล้ง
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถในการเตรียมรับมือและป้องกันภาวะน้ำท่วม
    บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมรับมือและป้องกันภาวะน้ำท่วม และส่งเสริมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า การรักษาความสะอาดของลำรางสาธารณะให้ปราศจากขยะและสิ่งกีดขวางทางเดินน้ำ ผ่านศูนย์เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำของอมตะ และโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการจัดการน้ำ
  • สรรหาทำเลที่ตั้งเชิงกลยุทธ์
    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้งของโครงการที่จะทำให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุดและสามารถดำเนินธุรกิจได้ในระยะยาว จึงใช้ผลการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแต่ละภูมิภาคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการในอนาคต
  • ใช้เทคโนโลยีในการบริหารความเสี่ยง
    บริษัทฯ ได้ติดตั้งสถานีอุตุนิยมวิทยาแบบออนไลน์ (smart weather station) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี  และในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง รวมทั้งหมด 11 จุด เพื่อพยากรณ์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บริหารจัดการปริมาณน้ำในบ่อเก็บน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะให้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันท่วงที

กลยุทธ์ที่ 2 สร้างเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral City)

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน และทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกที่มุ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยได้ยกระดับความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศโดยประกาศปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศในห่วงโซ่การค้าโลก ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตลอดจนความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากห่วงโซ่อุปทาน

ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นในการมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 และเพื่อให้การดำเนินงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนข้อมูลกิจกรรมในปี 2567 และปรับปรุงขอบเขตการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (GHG Inventory) เพื่อให้การรายงานสามารถสะท้อนโครงสร้างธุรกิจ กิจกรรมการดำเนินงานของบริษัท ขนาดการดำเนินงาน และรูปแบบการใช้พลังงานของบริษัทฯ ในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยการทบทวนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพิจารณาขอบเขตองค์กร การรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานและบริษัทย่อยที่มีนัยสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศให้มีความครบถ้วน โปร่งใส สามารถเปรียบเทียบได้ และเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสีย

จากการทบทวนดังกล่าว บริษัทฯ จึงกำหนดให้ปี 2567 เป็นปีฐานใหม่ (New Base Year) สำหรับการกำหนดเป้าหมายและการติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต และกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567 ซึ่งเป็นปีฐานใหม่ที่สอดคล้องสอดคล้องกับขอบเขตการรายงานในปัจจุบัน และช่วยให้การติดตามความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถตีความได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนปีฐานและการยกระดับเป้าหมายสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ดังกล่าว แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงในเชิงปริมาณมากกว่าการมุ่งเพียงยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างความพร้อมต่อข้อกำหนดและความคาดหวังด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

บริษัทฯ กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในสำนักงานและพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นอุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล และบูรณาการกลยุทธ์นี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแผนธุรกิจของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะ (AMATA Smart City) ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจากการใช้เทคโนโลยีและแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ
  • ลดขยะที่ส่งกำจัดด้วยวิธีฝังกลบให้น้อยที่สุด
    บริษัทฯ นำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในกระบวนการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอุตสาหกรรม และส่งเสริมการคัดแยกขยะรีไซเคิลและใช้ประโยชน์จากขยะรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อลดขยะที่ส่งกำจัดด้วยวิธีฝังกลับให้เหลือน้อยที่สุด ตามเป้าหมาย Zero Waste to Landfill
  • เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    บริษัทฯ ส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจและพื้นที่ เพื่อใช้ภายในนิคมอุตสาหกรรมให้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางของบริษัทฯ
  • ร่วมมือกับพันธมิตรในการเพิ่มความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    บริษัทฯ ส่งเสริมให้มีการศึกษาและพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าและวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงใส่ใจในการออกแบบและบริหารโครงการด้วยเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) และมาตรฐานอาคารของ Leadership in Energy & Environmental Design (LEED) รวมถึงการพัฒนา Platform ต่างๆ

ขอบเขตและวิธีการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของกรอบมาตรฐานสากล Greenhouse Gas Protocol (GHG Protocol) อันเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับการจัดทำบัญชีและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ประกอบด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3)

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนและประเมินข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปี 2567 ใหม่ เพื่อและปรับปรุงขอบเขตการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเชิงขอบเขตและความครอบคลุมของกิจกรรม เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนโครงสร้างกลุ่มบริษัท ขนาดการดำเนินงาน และกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยการทบทวนและปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่

  • กำหนดให้ขอบเขตการรายงานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทในเครือทั้งหมด
  • ขอบเขตการรายงานรวมระบบสาธารณูปโภค (Utilities) ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัทฯ
  • การขยายขอบเขตการรายงานให้ครอบคลุมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้แก่
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะ สมาร์ทซิตี้ ชลบุรี
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2
    • นิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก
  • การขยายขอบเขตการรายงานให้ครอบคลุมนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ได้แก่
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ลองถั่น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

    • นิคมอุตสาหกรรมอมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

จากการทบทวนและปรับปรุงการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตดังกล่าว บริษัทฯ จึงกำหนดให้ปี 2567 เป็นปีฐานใหม่ (New Base Year) สำหรับการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการติดตามผลการดำเนินงานในอนาคต การปรับปรุงขอบเขตการรายงานครั้งนี้ช่วยให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ มีความครบถ้วน โปร่งใส และสอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญในการประเมินประสิทธิผลของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปีฐาน 2567 ได้รับการทวนสอบโดยบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระและมีความเชี่ยวชาญด้านการทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก เพื่อยืนยันความถูกต้อง ความครบถ้วน และความน่าเชื่อถือของข้อมูล และได้รับการรับรองรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรประจำปี 2567 จากบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

บริษัทฯ ประเมินและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานที่บริษัทฯ มีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงาน (operational control approach) โดยใช้หลักการดังกล่าวในการกำหนดขอบเขตการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) เพื่อให้ข้อมูลที่รายงานสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงขององค์กร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการ การติดตามผล และการกำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่รายงานเป็นปริมาณรวม (Gross Basis) โดยบริษัทฯ ยังไม่มีนโยบายนำกิจกรรมการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) มาหักลบออกจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ขอบเขตการรายงานดังกล่าว

บริษัทฯ เลือกใช้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emission factor) ที่อ้างอิงค่าจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย และในกรณีที่ไม่มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในประเทศ บริษัทฯ จะอ้างอิงค่ามาตรฐานสากลจาก Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) รวมถึงใช้ค่าศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ตามฉบับที่กำหนดไว้ในแนวทางการรายงานที่บริษัทฯ นำมาใช้ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการทบทวนวิธีการคำนวณ สมมติฐาน และฐานข้อมูลที่ใช้เป็นประจำเพื่อให้การรายงานมีความถูกต้อง สม่ำเสมอ และสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

จากการทบทวนขอบเขตการรายงาน การปรับปรุงวิธีการคำนวณ รวมถึงการทวนสอบข้อมูล ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรของปี 2567 มีการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลที่เคยเปิดเผยในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567 โดยจากข้อมูลในรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ได้รับการรับรองใหม่ บริษัทฯ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 1,587,779 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นจากข้อมูลเดิม 1,523,918 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จำแนกเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) จำนวน 1,438 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) จำนวน 23,442 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) จำนวน 24,880 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) จำนวนรวม 1,562,899 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ส่วนรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรประจำปี 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้หลักการ วิธีการคำนวณ และขอบเขตการรายงานเดียวกับที่ใช้สำหรับปีฐาน 2567 และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการจัดหาผู้ทวนสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คาดว่าจะดำเนินการทวนสอบและขอรับรองและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

บริษัทฯ ได้ทำการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ในปี 2568 โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และกรอบมาตรฐานสากล Greenhouse Gas Protocol (GHG Protocol)  พบว่าบริษัท ฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 1,450,828 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จำแนกเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) จำนวน 1,345 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) จำนวน 18,252 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) จำนวน  19,597 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงจากปี 2567 ซึ่งเป็นปีฐาน ร้อยละ 21.23

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ของกลุ่มบริษัทอมตะ 0 5,000 10,000 15,000 20,000 25,000 1,438 23,442 ปีฐาน 2567 1,345 18,252 2568 Scope 1 Scope 2

การลดลงดังกล่าวเป็นผลจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการจัดจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่โรงงานภายในนิคมฯ ผ่านสถานีไฟฟ้าย่อย (substation) ที่บริษัทฯ ดูแลรับผิดชอบ จากอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าของโรงงานภายในนิคมฯ ลดลง ส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าสูญเสียในระบบจำหน่าย (electricity losses) ลดลงตามไปด้วยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างระบบไฟฟ้าโดยการย้ายตำแหน่งสถานีไฟฟ้าย่อยให้ใกล้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในระบบจำหน่าย ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 ลดลงเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ส่วนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) เฉพาะจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และนิคมอุตสาหกรรมภายในประเทศไทย ภายใต้ขอบเขตการรายงานฉบับนี้ ลดลงร้อยละ 2.92 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567 แสดงถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องขององค์กร

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ในประเทศไทย GHG Emission (tCO2e) - 2,000 4,000 6,000 8,000 10,000 12,000 14,000 16,000 1,236 13,382 2567 (ปีฐาน) 1,224 12,967 2568 Scope 1 Scope 2

เมื่อพิจารณาเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ และนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีการดำเนินงานเท่านั้น บริษัทฯ พบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) จำนวน 1,224 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) จำนวน 12,967 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) จำนวน 14,191 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีอัตราการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงาน (Combined GHG (scope 1&2) Intensity) ของปี 2568 เท่ากับ 0.41 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไร่ หรือ 2.58 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเฮกตาร์ ลดลงร้อยละ 4.92 จากปีฐาน 2567

อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงาน เฉพาะธุรกิจในประเทศไทย GHG Intensity (tCO2e /Hectare) 0.00 0.50 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 3.50 4.00 3.56 3.20 3.35 3.07 2.86 2.71 2.58 2562 2563 2564 2565 2566 2567 (ปีฐาน) 2568 Combined GHG (Scope 1&2) Intensity

หมายเหตุ: อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงานในช่วงปี 2562–2566 เป็นค่าที่คำนวณจากข้อมูลและวิธีการคำนวณตามขอบเขตเดิมของบริษัทฯ ขณะที่อัตราการปล่อยในปี 2567–2568 เป็นค่าที่คำนวณตามวิธีการคำนวณและขอบเขตของ ปีฐานใหม่ (ปี 2567) ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งสองช่วงปีคำนวณจากขอบเขตบริษัทตามที่เปิดเผยในรายงาน และครอบคลุมพื้นที่ดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ความแตกต่างของอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจาก ความแตกต่างด้านความครอบคลุมของหน่วยสาธารณูปโภค (facilities) โดยขอบเขตการคำนวณของปีฐานใหม่ครอบคลุมกิจกรรมและ หน่วยสาธารณูปโภคได้ครบถ้วนมากขึ้นเมื่อเทียบกับขอบเขตเดิม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขยายขอบเขตการรายงานดังกล่าว อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า

ในปี 2568 บริษัทฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Gross scope 3 GHG emissions) โดยไม่มีการหักลบด้วยรายการชดเชยคาร์บอน จำนวนรวม 1,431,232 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงร้อยละ 8.42 จากปี 2567 โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหมวดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและเชื้อเพลิง (Category 3: Fuel‑ and energy‑related activities) อันเป็นผลจากการลดลงของปริมาณพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าในห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
หมวดหมู่ที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อวัตถุดิบ และบริการ (Purchased goods and services) 57,555
หมวดหมู่ที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากสินค้าประเภททุน (Capital goods) 6,513
หมวดหมู่ที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน (Fuel- and energy related activities) 682,257
หมวดหมู่ที่ 4 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการขนส่ง และกระจายสินค้าต้นน้ำ (Upstream transportation and distribution) 55
หมวดหมู่ที่ 5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการกำจัดของเสียที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร (Waste generated in operations) 2,054
หมวดหมู่ที่ 6 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business travel) 103
หมวดหมู่ที่ 7 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการเดินทางของพนักงาน (Employee commuting) 296
หมวดหมู่ที่ 8 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้สินทรัพย์ที่เช่า (Upstream leased assets) 116
หมวดหมู่ที่ 13 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการปล่อยเช่าสินทรัพย์ขององค์กร (Downstream leased assets) 68,357
หมวดหมู่ที่ 15 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการลงทุน (Investments) 613,926
รวม 1,431,232

บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินนัยสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต Scope 3 อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากลักษณะกิจกรรมทางธุรกิจ ขนาดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร กิจกรรมที่เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) มากที่สุดสี่ลำดับแรก ได้แก่ หมวดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและเชื้อเพลิง (Category 3: Fuel  and energy related activities) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อใช้ในระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการสูญเสียไฟฟ้าในระบบโครงข่าย หมวดการลงทุน (Category 15: Investment) จากการที่บริษัทฯ มีการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและดำเนินโครงการด้านพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดการให้เช่าสินทรัพย์ปลายน้ำ (Category 13: Downstream leased assets) จากการใช้พลังงานและการดำเนินงานของผู้เช่าภายในนิคมอุตสาหกรรม และหมวดการจัดซื้อสินค้าและบริการ (Category 1: Purchased goods and services) ที่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ งานก่อสร้าง และบริการต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาและดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมและโครงการของบริษัทฯ

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชีวมวล (Biogenic carbon dioxide emissions)

ในปี 2568 บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชีวมวล (Biogenic carbon dioxide) ในขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) จำนวน 30.22 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยบริษัทฯ คำนวณและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแยกต่างหากจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) ส่วนในขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) บริษัทฯ ยังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชีวมวลในห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากระบบการจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในอนาคต

แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567 และลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ Scope 2) ต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2567

เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้จัดทำแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขั้นต้น (Initial Decarbonization Roadmap) จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีฐานที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งสะท้อนการดำเนินการของบริษัทฯ ในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ครอบคลุมแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) โดยกระบวนการในการจัดทำแผนประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุและจัดลำดับแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ การประเมินมาตรการและความพร้อม การประเมินศักยภาพและผลกระทบของมาตรการลดการปล่อย และการกำหนดกลยุทธ์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 1
ระบุและจัดลำดับแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญและแนวโน้มในอนาคต
ขั้นตอนที่ 2
ระบุมาตรการและเทคโนโลยี พร้อมประเมินความพร้อมในการดำเนินงาน
ขั้นตอนที่ 3
ประเมินผลกระทบด้านการดำเนินงานและการเงิน (เช่น MACC) เพื่อจัดลำดับมาตรการ
ขั้นตอนที่ 4
กำหนดกลยุทธ์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด ระยะสั้น กลาง และยาว

ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการทบทวนขั้นตอนที่ 2 และขั้นตอนที่ 3 โดยใช้ข้อมูลปีฐานที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อประเมินความเหมาะสมของมาตรการและเทคโนโลยีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการดำเนินงานและมิติทางการเงิน โดยได้ระบุและจัดลำดับความสำคัญของแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมหลักขององค์กร ได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานไฟฟ้า การขนส่ง ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับของเสียและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

บริษัทฯ ได้พิจารณามาตรการและความพร้อมในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเมินทางเลือกต่าง ๆ ตามแนวคิด “หลีกเลี่ยง–ปรับปรุง–เปลี่ยนผ่าน–ดูดกลับ–มีส่วนร่วม (avoid–improve–shift–sink–contribute)” แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่จำเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร และการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีหรือแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยต่ำเป็นลำดับแรก สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดได้เพิ่มเติม บริษัทฯ กำลังพิจารณาแนวทางการใช้คาร์บอนเครดิตและการกำจัดคาร์บอน (Carbon Removal) ในส่วนของการปล่อยที่ไม่สามารถลดได้เพิ่มเติม โดยปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T‑VER รวมถึงการพิจารณาระเบียบวิธีการประเมิน (methodology) ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจในระยะต่อไป เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า

สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (scope 3) บริษัทฯ ได้เริ่มพิจารณาแนวทางและมาตรการในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ เนื่องจากการปล่อยส่วนใหญ่อยู่ในกิจกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่คุณค่า เช่น คู่ค้า ผู้รับเหมา และการลงทุนของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงมุ่งพัฒนาแนวทางที่สอดคล้องกับบทบาทและอิทธิพลขององค์กร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

แนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การกำหนดนโยบายด้านการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นสภาพภูมิอากาศ การทำงานร่วมกับคู่ค้าและผู้เช่าในการรวบรวมข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการสื่อสารผ่านกลไกการดำเนินงานของบริษัทฯ เช่น AMATA Carbon Neutral Network (ACNN) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของการนำกลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) มาใช้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการลงทุน การเลือกแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมที่มีนัยสำคัญ

กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่มาจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับด้านสภาพภูมิอากาศ กฎเกณฑ์ทางการค้าของแต่ละประเทศ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทแม่ในต่างประเทศที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นตลอดจนตอบสนองความต้องการของลูกค้าใหม่หรือกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

บริษัทฯ ได้บูรณาการแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ (Core Business Strategy) โดยเชื่อมโยงเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Products & Services) รวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรมให้มีความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น (Smart Infrastructure) เพื่อช่วยสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยนำมุมมองและข้อเสนอแนะจากลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียมาใช้ประกอบการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับบริบทการดำเนินงาน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ ให้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลและดัชนีชี้วัดความสำเร็จเพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยสนับสนุนลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

เครือข่ายอมตะคาร์บอนนิวทรัล (AMATA Carbon Neutral Network : ACNN

บริษัทฯ ได้จัดตั้งเครือข่ายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิคมฯ ภายใต้ชื่อ เครือข่ายอมตะคาร์บอนนิวทรัล (AMATA Carbon Neutral Network : ACNN) โดยมอบหมายให้บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี (สน.อต.ชบ.) และสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง (สน.อต.รย.) ร่วมเป็นแกนนำในการจัดตั้งเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งเสริม สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และ อมตะซิตี้ ระยอง ในการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 เครือข่ายอมตะคาร์บอนนิวทรัลมีสมาชิกทั้งสิ้น 113 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึงร้อยละ 52.7 แสดงถึงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี รองลงมาเป็นผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และผู้ประกอบการจากภายนอกนิคมฯ ในพื้นที่ภาคตะวันออก

บริษัทฯ สนับสนุนเครือข่าย ACNN ด้วยการจัดกิจกรรมการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและการลดคาร์บอนเพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในหัวข้อเฉพาะด้าน เช่น พลังงานสีเขียว พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO)

กิจกรรมของเครือข่ายที่จัดขึ้นในปี 2568 มีดังนี้

  • สัมมนา “Carbon Footprint Journey จากพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้จริงในองค์กร หนุนธุรกิจลดก๊าซเรือนกระจก”

บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ร่วมกับ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) และ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Carbon Footprint Journey: จากพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้จริงในองค์กร” ณ ห้องประชุมโมเดล อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ดร.จิราพัชร คำพิเดช และ ดร.อังคณา เขื่อนเพชร มาร่วมบรรยายโดยครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน Carbon Footprint การจัดทำ Verification Sheet Workshop กรอกข้อมูลจริง ตลอดจนแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 2 รุ่น รวม 74 คน

  • สัมมนา “Unlock Thailand's Energy Future: Breaking Barriers with Low Cost Low Carbon เปิดประตูสู่อนาคตพลังงานไทย ด้วยโซลูชันพลังงานสะอาด ราคาประหยัด”

บริษัทฯ ได้มีส่วนร่วมในการจัดสัมมนาของบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ณ โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนเหมาะสม ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายในงานมีการบรรยายในหัวข้อสำคัญ อาทิ โซลูชัน C&I Smart Energy Solution โดย Huawei ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ ภาพรวมสถานการณ์พลังงานสีเขียวของประเทศไทยและแนวทางการพัฒนาโซลูชันพลังงานต้นทุนต่ำและคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ

  • AMATA Carbon Neutral Network Conference 2025

เครือข่าย AMATA Carbon Neutral Network (ACNN) โดยสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ร่วมกับบริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด และภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมเครือข่ายประจำปี 2568 ขึ้นระหว่างวันที่ 20–21 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวโน้ม และโซลูชันด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการคาร์บอน สำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ พร้อมกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการขนาดย่อม (Mini Exhibition)  ภายในงานได้มีการจัด พิธีประกาศเจตนารมณ์ของเครือข่ายอมตะคาร์บอนนิวทรัล (ACNN) ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรวมพลังภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ในการขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมนโยบายคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการแลกเปลี่ยนแนวทางด้านพลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว และนวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 109 บริษัท จำนวนกว่า 143 คน

การบริการด้าน Solution of Intelligent Carbon and Energy Platform

บริษัทฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Solution of Intelligent Carbon and Energy ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเกี่ยวกับการบริหารจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานในกิจกรรมต่าง ๆ ของลูกค้า ดังนี้

  • จัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) ในรูปแบบของ TGO และ ISO
  • เก็บรวมรวมข้อมูลปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยจากกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึง ขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ด้วยการใช้ IoT, API หรือการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง
  • ให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนการบริหารจัดการด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพ
  • คำนวณค่าการปล่อยคาร์บอนและจัดการข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ
  • เชื่อมต่อกับผู้ขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) และคาร์บอนเครดิต

การบริการจัดงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event)

บริษัทฯ ได้ยกระดับธุรกิจรับจัดงานอีเวนต์หรือรับจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด จากงานอีเวนต์ทั่วไปสู่การจัดงานหรือกิจกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างขยะและของเสีย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจากการจัดงาน พร้อมทั้งจัดทำการคำนวณ Carbon Neutral Event ให้กับงานที่รับดำเนินการ และมีการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยมาชดเชยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมในการจัดงานด้วย โดยในปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมในรูปแบบงานอีเวนต์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) จำนวน 2 งาน ได้แก่ งาน AMATA City Run 2025  และ งาน AMATA Carbon Neutral Network Conference 2025 โดยทั้งสองงานมีการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ Electricity generation from biomass by Nakornphet Greenergy ltd. และมีการชดเชยคาร์บอนรวมจำนวน 12 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การให้บริการพลังงานสะอาดด้วยไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

ในปี 2568 บริษัท อมตะ ยู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์ลอยน้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี กำลังการผลิตขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีค (MWp) เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (renewable energy source) ของกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงการดำเนินการด้านใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

การพัฒนาโครงการดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายแหล่งจ่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดภายในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทในอนาคต ตลอดจนการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงาน (Smart Energy)

การให้บริการสาธารณูปโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

บริษัทฯ พัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการให้บริการน้ำอุตสาหกรรมซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตของลูกค้า ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์น้ำอุตสาหกรรมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและยกระดับบริการดังกล่าว ตามมาตรฐาน ISO 14067:2018 และอ้างอิงกรอบการประเมินวัฏจักรชีวิตตาม ISO 14040 และ ISO 14044 รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมที่รับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ผลการประเมินสำหรับรอบการดำเนินงานเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2567 ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พบว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์น้ำอุตสาหกรรมมีค่าเท่ากับ 694 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อผลิตภัณฑ์น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยร้อยละ 66.4 ของการปล่อยทั้งหมดมาจากขั้นตอนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการบำบัดและการสูบน้ำ ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ ระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญและกำหนดแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยให้ลูกค้าอุตสาหกรรมสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการประเมินผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศและการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นธรรม

กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ทั้งสามแนวทางหลัก ไม่เพียงส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดทั้งผลกระทบและความจำเป็นในการปรับตัวของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า อาทิ พนักงาน คู่ค้าผู้รับเหมา ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสม ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนั้นเป็นไปได้อย่างสมดุลและเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน

พนักงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจส่งผลต่อรูปแบบการทำงาน ทักษะที่จำเป็น และบทบาทของพนักงานในบางสายงาน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และการปรับตัวของพนักงานโดยจัดให้มีการพัฒนาทักษะ (reskilling and upskilling) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
คู่ค้าและผู้รับเหมา การดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อแนวปฏิบัติและความคาดหวังที่บริษัทฯ มีต่อคู่ค้าและผู้รับเหมา โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนการดำเนินงานคาร์บอนต่ำภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ จึงมีการสื่อสารความคาดหวัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าผู้รับเหมาเพื่อสนับสนุนศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ การจัดหาเทคโนโลยีสะอาดและวัสดุที่เกี่ยวข้อง เช่น แผงโซลาร์เซลล์และแร่ธาตุในแบตเตอรี่ อาจเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องพัฒนาแนวทางการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า เพื่อสนับสนุนการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ
ลูกค้า / ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนลูกค้าและผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของตนเองได้ดีขึ้น อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคาร์บอนต่ำและมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางการเงิน เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับลูกค้าและผู้ประกอบการทุกขนาดในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไปด้วยกัน
ชุมชนในพื้นที่ การเปลี่ยนไปสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของอมตะ ต้องไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ หากแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้คนในท้องถิ่น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรม การใช้ทรัพยากร รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จึงจัดให้มีกลไกการรับข้อร้องเรียนและการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนการสื่อสารทิศทางการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของบทบาท กระบวนการทำงาน และทักษะที่จำเป็นในอนาคต ตลอดจนรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม เช่น ข้อมูลการรับพนักงานใหม่ การยุติงาน การโยกย้ายงาน การฝึกทักษะ การจ้างแรงงานที่ไม่ใช่พนักงานโดยตรง ตลอดจนข้อมูลเฉพาะพื้นที่และข้อตกลงกับชุมชน เพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วนในระยะต่อไป

การเป็นสมาชิกและการมีส่วนร่วมในองค์กรด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN)

ในเดือนมิถุนายน ปี 2568 บริษัทฯ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) ซึ่งจัดตั้งโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับองค์กร และเสริมสร้างบทบาทของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับทิศทางเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระดับประเทศ ซึ่งบริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของเครือข่าย TCNN อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งการเข้าร่วมของทั้งบริษัทฯ และบริษัทย่อยช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ในระดับกลุ่มบริษัท และสนับสนุนการกำหนดทิศทาง นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกให้มีความสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เครือข่าย TCNN มีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการมีส่วนร่วมในการหารือด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าร่วมของบริษัทฯ และบริษัทย่อยจึงช่วยเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มบริษัทในการมีส่วนร่วมในประเด็นดังกล่าว และสนับสนุนการบูรณาการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับกลุ่มบริษัท

  • ภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA)

ในเดือนธันวาคม 2568 บริษัทฯ และบริษัท อมตะ ยู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจการให้บริการระบบสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งเสริมการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นภาคีหลัก

บริษัทฯ พิจารณาการเข้าร่วม TCCA ในมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภค และระบบนิเวศทางธุรกิจ ในการรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ CCUS ในอนาคต รวมถึงติดตามแนวโน้มด้านเทคโนโลยี CCUS และทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการพัฒนากลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในระยะยาวให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)