| ความเสี่ยง | โอกาส |
|---|---|
|
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ อย่างมาก นอกจากจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการน้ำซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical risk) จากด้านภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงทำให้เกิดผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มในห่วงโซ่คุณค่า เช่น การใช้น้ำในสายการผลิตของโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพนักงานโรงงานและชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ รวมถึงผลกระทบต่อบริษัทฯ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากการเตรียมพร้อมให้สามารถจัดหาน้ำและอากาศที่มีคุณภาพตามมาตรฐานส่งให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และการป้องกันผลกระทบทางกายภาพจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่และโครงการในอนาคต นอกจากนี้ ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นความเสี่ยง (Transition risk) ต่อทั้งบริษัทฯ และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทฯ ต้องเตรียมพร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต เช่น การจัดเตรียมและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสาธารณูปโภคต่างๆ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและลดความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในอนาคต |
ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์ และบริการรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น เช่น บริการด้านพลังงานสะอาด ระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและพลังงานอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน แนวโน้มด้านสภาพภูมิอากาศยังเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการพื้นที่อุตสาหกรรมไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ต้องเผชิญข้อกำหนดจากตลาดส่งออก บริษัทแม่ในต่างประเทศ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนช่วยเสริมความน่าสนใจของนิคมอุตสาหกรรมในการดึงดูดลูกค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ |
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง ทั้งจากความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย กฎระเบียบ เทคโนโลยี และความคาดหวังของตลาด บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม
บริษัทฯ สนับสนุนเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งติดตามทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศยกระดับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิร้อยละ 47 ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ภายใต้แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้แนวทางตามข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศกลาสโกว์ (Glasgow Climate Pact) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDG 13: Climate Action) เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่
บริษัท ฯ ได้ทำการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ฯ และกำหนดมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดหรือป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนี้
ความเสี่ยงจากภัยแล้ง
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตกของฝนและปริมาณของน้ำฝน อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำดิบมีไม่เพียงพอสำหรับการใช้ในกระบวนการผลิตน้ำใช้เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค นอกจากนี้ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงจากการแย่งชิงน้ำดิบหากเกิดวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง
ความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม
น้ำท่วมอาจส่งผลให้การดำเนินงานทั้งของบริษัทฯ และโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหยุดชะงัก บริษัทฯ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมและของบริษัทฯ รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพในทุกโครงการของบริษัทฯ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ และชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมเช่นกัน
ความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจจากการบริหารจัดการน้ำ
หากบริษัท ฯ ไม่สามารถจัดหาน้ำให้แก่ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมได้ตามความต้องการ อาจเกิดผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย ในระยะยาวรวมถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร หากไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจจากการบริหารจัดการน้ำ
ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมตื่นตัวกับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ทำให้เกิดการใช้สาธารณูปโภคและการผลิตของเสียลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ประจำจากการขายสาธารณูปโภคและบริการจัดการของเสียของบริษัทฯ และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ หากบริษัทฯ ไม่สามารถตอบความคาดหวังด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนได้ แต่อย่างไรก็ดี ลูกค้าผู้ประกอบการมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เพื่อตอบสนองความคาดหวังดังกล่าวได้
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย/กฎเกณฑ์ของภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องนั้น มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับจำนวนมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม การดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งโดยบริษัทฯ เอง หรือโดยการดำเนินงานของคู่ค้าผู้รับเหมาของบริษัทฯ โดยเฉพาะโครงการส่วนขยายและโครงการใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจเพิ่มภาระให้กับบริษัทฯ ในด้าน การกำกับดูแล การรายงาน และการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท ฯ ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และการได้รับการยอมรับจากสังคมและชุมชนโดยรอบให้สามารถประกอบกิจการและเติบโตได้ในอนาคต รวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการคู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีระดับความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน
บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์และแนวทางการจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานและรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภายใต้แคมเปญ “Save Earth, Safe Us” โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เช่น รูปแบบการตกของฝน ปริมาณน้ำฝนและความรุนแรงของพายุฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก จนเกิดภาวะน้ำแล้งหรือน้ำท่วมในบางปี บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำทุกประเภทอย่างบูรณาการและยั่งยืน ได้แก่ น้ำดิบ น้ำใช้ น้ำแล้ง น้ำเสีย และน้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าและชุมชนในพื้นที่ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสีย
บริษัทฯ ได้ติดตั้งสถานีอุตุนิยมวิทยาแบบออนไลน์ (smart weather station) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง รวมทั้งหมด 11 จุด เพื่อพยากรณ์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บริหารจัดการปริมาณน้ำในบ่อเก็บน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะให้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันท่วงที
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นในการมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2562 เพื่อสนับสนุนความตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมายของประเทศไทยที่ได้ประกาศในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608
บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่มาจากความต้องการของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละประเทศ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ตลอดจนตอบสนองความต้องการของลูกค้าใหม่หรือกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เช่น รูปแบบการตกของฝน ปริมาณน้ำฝนและความรุนแรงของพายุฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก จนเกิดภาวะน้ำแล้งหรือน้ำท่วมในบางปี บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำทุกประเภทอย่างบูรณาการและยั่งยืน ได้แก่ น้ำดิบ น้ำใช้ น้ำแล้ง น้ำเสีย และน้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าและชุมชนในพื้นที่ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสีย
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นในการมุ่งสู่การเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2562 เพื่อสนับสนุนความตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมายของประเทศไทยที่ได้ประกาศในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608
บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ปีละ 1 ครั้ง โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ประกอบด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) โดยมีขอบเขตการรายงานครอบคลุม 3 พื้นที่ประกอบด้วย สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เฉพาะในพื้นที่สำนักงานของบริษัทฯ ทั้งสามแห่ง และในพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ที่ดูแลรับผิดชอบโดยบริษัทฯ
ในปี 2567 บริษัทฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยเป็นข้อมูลของปี 2566 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567
หลังจากที่ได้รับการทวนสอบและขึ้นทะเบียน บริษัท ฯ พบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลที่เปิดเผยในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 โดยในปี 2566 บริษัทฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 63,861 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการดำเนินงาน จำแนกเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) จำนวน 579 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) จำนวน 14,639 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) จำนวน 15,218 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับปี 2565 และลดลงร้อยละ 15.4 เทียบกับปีฐาน 2562 อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงาน (Combined GHG (scope 1&2) Intensity) ของปี 2566 เท่ากับ 0.46 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไร่ หรือ 2.86 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเฮกตาร์ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) จำนวนรวม 48,643 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
บริษัทฯ ได้จัดทำรายงาน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรสำหรับช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดย ศูนย์เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์สิ่งแวดล้อมเพื่อธุรกิจสีเขียว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (VGREEN) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 3 ปี 2568
บริษัทฯ ได้ทำการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ในปี 2567 โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พบว่าบริษัท ฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 63,271 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จำแนกเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (scope 1) จำนวน 539 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมา (scope 2) จำนวน 12,855 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (scope 1 & 2) จำนวน 13,394 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 12.0 และลดลงจากปีฐาน 2562 ร้อยละ 25.6 ซึ่งเป็นผลจากการลดสัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิล และการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมาจากภายนอกในกระบวนการทางธุรกิจ จากเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากกิจกรรมการประหยัดพลังงาน และจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ผลิตเพิ่มขึ้นในนิคมอุตสาหกรรม
อัตราการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงาน (Combined GHG (scope 1&2) Intensity) ของปี 2567 เท่ากับ 0.40 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไร่ หรือ 2.49 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเฮกตาร์ ลดลงร้อยละ 13.0 จากปี 2566 และลดลงร้อยละ 30.3 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562
บริษัทฯ ใช้แนวทาง การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control Approach) ในการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2567 บริษัทฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (scope 3) จำนวนรวม 49,877 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากปี 2566 โดยมีสาเหตุจากกิจกรรมการจัดการขยะและของเสียที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (scope 3) สามารถจำแนกตามกิจกรรมได้ดังนี้
บริษัทฯ พบว่ากิจกรรมที่เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (scope 3) มากที่สุดสี่ลำดับแรก ได้แก่ การจัดการของเสีย การใช้ไฟฟ้าของผู้รับเหมา การผลิตน้ำคุณภาพสูงจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว และการผลิตน้ำประปาจากน้ำดิบ บริษัทฯ จึงได้ส่งเสริมการบริหารจัดการของเสีย โดยเน้นการคัดแยกขยะรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดโดยวิธีฝังกลบ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้รับเหมานำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคของบริษัทฯ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อมาและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ
บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่มาจากความต้องการของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละประเทศ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ตลอดจนตอบสนองความต้องการของลูกค้าใหม่หรือกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในปี 2567 บริษัทฯ จึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังนี้
บริษัทฯ สนับสนุนเครือข่าย ACNN ด้วยการจัดกิจกรรมการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและการลดคาร์บอนเพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในหัวข้อเฉพาะด้าน เช่น พลังงานสีเขียว พลังงานทดแทน>พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ CFP) คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO)
บริการ Solution of Intelligent Carbon and Energy Platform
บริษัทฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Solution of Intelligent Carbon and Energy ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเกี่ยวกับการบริหารจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานในกิจกรรมต่าง ๆ ของลูกค้า ดังนี้
บริษัทฯ ได้ยกระดับธุรกิจรับจัดงานอีเวนต์หรือรับจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด จากงานอีเวนต์ทั่วไปสู่การจัดงานหรือกิจกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างขยะและของเสีย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจากการจัดงาน พร้อมทั้งจัดทำการคำนวณ Carbon Neutral Event ให้กับงานที่รับดำเนินการ และมีการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยมาชดเชยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมในการจัดงานด้วย โดยในปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมในรูปแบบงานอีเวนต์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ให้ลูกค้า จำนวน 2 งาน
การให้บริการพลังงานสะอาดด้วยไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
บริษัทฯ เริ่มศึกษาและพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์ลอยน้ำในบ่อน้ำของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ร่วมกับบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (renewable energy source) ของกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมุ่งสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน โดยในปี 2566 บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์ลอยน้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ขนาด 19.5 เมกะวัตต์พีค และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพื่อจ่ายไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าของบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด
ในปี 2567 บริษัทฯ ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์ลอยน้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีค รวมถึงการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำร่วมกับเทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อลดการใช้พลังงาน ตามแนวทางการเป็นเมืองอัจฉริยะด้านพลังงาน (Smart Energy)
ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ
+84 251 3991 007 (ใต้)
+84 203 3567 007 (เหนือ)
+95 1 230 5627
(+856) 21 810007
(+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
(+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)
© AMATA CORPORATION PCL. All rights reserved. Web by Toneyes