การปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

ความเสี่ยง โอกาส
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมนั้นแม้ว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศและชุมชนท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันการใช้ประโยชน์ที่ดินและการขยายตัวของชุมชนเมืองเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศในพื้นที่ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงด้านความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งมีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบหลักของการดำเนินธุรกิจเช่น น้ำ และคุณภาพของสิ่งแวดล้อมโดยรวม ตลอดจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในพื้นที่ บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองที่มีความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลรักษาคุณภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันกับชุมชนโดยรอบได้อย่างราบรื่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่อย่างมีคุณภาพและสมดุล จะสามารถส่งต่อทรัพยากรที่เพียงพอ และสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้แก่คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ตระหนักว่าการใช้ประโยชน์และพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดและศักยภาพในการฟื้นตัว อาจนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และการช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการกักเก็บและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยกำหนด “นโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นกรอบดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Rio Declaration) และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) เพื่อป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะตั้งอยู่ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศ ผ่านการมีส่วนร่วมของลูกค้า คู่ค้า ผู้รับเหมา พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในทุกพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ

บริษัทฯ กำหนดให้มีการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งก่อนเริ่มโครงการใหม่และในโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ พร้อมกำหนดเป้าหมายและประยุกต์ใช้แนวทางการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy)  ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรง การลดผลกระทบ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการชดเชยความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นตามความเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทฯ กำหนดให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การฟื้นฟูและบำรุงรักษาพื้นที่และแหล่งน้ำในความดูแลของบริษัทฯ การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเจตนารมย์ที่จะไม่ดำเนินกิจกรรมหรือขยายการลงทุนในพื้นที่คุ้มครอง รวมถึงพื้นที่มรดกโลก (World Heritage Sites) และพื้นที่คุ้มครองตามเกณฑ์ของ IUCN Category I–IV โดยใช้หลักการดังกล่าวประกอบการพิจารณาโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจมีผลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์ พร้อมทั้งนำมาพิจารณาร่วมกับกระบวนการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการบริหารจัดการผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสม

ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่

พื้นที่ดำเนินงานและผลกระทบเชิงนิเวศ

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2562 และไม่มีพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองตามประกาศของหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่ระบบนิเวศที่มีความสำคัญที่ได้รับประกาศจัดตั้งทั้งในระดับประเทศและสากล อยู่ในเขตรัศมี 5 กิโลเมตร

ภาพนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินงานแล้ว

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง

ภาพนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2

นิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินงานแล้ว นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
อมตะซิตี้ ชลบุรี อมตะซิตี้ ระยอง อมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี อมตะซิตี้ ชลบุรี 2
พื้นที่โครงการทั้งหมด 20,195 ไร่(3,231 เฮกตาร์) 17,898 ไร่(2,864 เฮกตาร์) พื้นที่โครงการทั้งหมด 5,354 ไร่(857 เฮกตาร์) 1,941 ไร่(311 เฮกตาร์)
พื้นที่ที่ดำเนินงานแล้ว 18,526 ไร่(2,964 เฮกตาร์) 15,855 ไร่(2,537 เฮกตาร์) พื้นที่ที่จะดำเนินงาน 4,600 ไร่(736 เฮกตาร์) 1,941 ไร่(311 เฮกตาร์)

หมายเหตุ: นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี มีการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่โครงการทั้งหมดจากเดิม 8,227 ไร่ (1,316 เฮกตาร์) เป็น 5,354 ไร่ (857 เฮกตาร์) ตามประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ทำให้ตัวเลขแตกต่างจากข้อมูลที่เปิดเผยในแบบ 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2567

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 4 แห่งของบริษัทฯ อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกิดได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาของบริษัทฯ เป็นต้น โดยสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาที่ดินของบริษัทฯ ไปจนถึงเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จกลายเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

บริษัทฯ มีกระบวนการระบุและประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 4 แห่ง โดยใช้กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดพื้นฐานข้อมูล (Baseline Data) โดยมีทั้งการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่โครงการและบริเวณใกล้เคียง ควบคู่กับการสำรวจทรัพยากรชีวภาพภาคสนาม (Field Survey) โดยผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมทั้งพรรณไม้ (Flora) และสัตว์ป่า (Fauna) ในพื้นที่โครงการและรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตร เพื่อวิเคราะห์สถานภาพของสิ่งมีชีวิตตามบัญชีรายชื่อ IUCN Red List และกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าของประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ สามารถระบุพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวเชิงนิเวศได้อย่างแม่นยำก่อนเริ่มการพัฒนาโครงการ

บริษัทฯ ได้จำแนกกิจกรรมหลักที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้

  • ระยะพัฒนาโครงการความเสี่ยงสูงสุดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการปรับสภาพผิวหน้าดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมของสัตว์ป่าและพืชท้องถิ่นตามที่ระบุในรายงาน EIA
  • ระยะดำเนินโครงการความเสี่ยงเกิดจากการบริหารจัดการมลพิษทางน้ำและอากาศ รวมถึงการขยายตัวของชุมชนเมืองรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจรบกวนสมดุลของระบบนิเวศในท้องถิ่น

การบริหารจัดการผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพในห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ พิจารณาผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมกิจกรรมของคู่ค้าและผู้รับเหมาตั้งแต่ระยะเริ่มพัฒนาที่ดินไปจนถึงระยะดำเนินการของนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาหลักของดินถม รวมถึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการจัดหาทรัพยากรน้ำที่ใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บริษัทฯ ระบุความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมของคู่ค้าและผู้รับเหมาที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อนำไปใช้ประกอบการกำหนดแนวทางบริหารจัดการและลดผลกระทบอย่างเหมาะสม จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน บริษัทฯ พบว่ากิจกรรมที่มีผลกระทบเชิงลบสูงเกิดจากกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนี้

ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มาตรการลดผลกระทบและควบคุมความเสี่ยง
1.  บริการจ้างเหมาดินและเตรียมพื้นที่โครงการ กระบวนการขุดลอกและจัดหาหน้าดินจากแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพทางธรณีวิทยาการรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงระบบระบายน้ำในพื้นที่ต้นทาง
  • กำหนดให้ผู้รับเหมาต้องระบุแหล่งที่มาของดินถมอย่างชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)
  • ตรวจสอบพิกัดแหล่งดินเพื่อให้มั่นใจว่ามาจากแหล่งที่มีใบอนุญาตถูกต้องและไม่อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพสูง
  • กำหนดให้มีการวางแผนเส้นทางขนส่งเพื่อลดการรบกวนระบบนิเวศโดยรอบ ควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากการขนส่งดินด้วยการฉีดพรมน้ำและคลุมผ้าใบมิดชิด
  • มีมาตรการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินระหว่างการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ตะกอนดินไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะรอบโครงการ
2.  การจัดหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กิจกรรมต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแหล่งน้ำดิบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศทางน้ำและปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชุมชนรอบข้างใช้ประโยชน์ร่วมกัน
  • กำหนดให้ผู้ให้บริการจัดหาน้ำมีการประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำดิบเพื่อป้องกันการดึงน้ำเกินขีดจำกัดจนกระทบต่อระบบนิเวศต้นน้ำ
  • จัดทำแผนสำรองน้ำและการใช้น้ำหมุนเวียนภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง
  • กำหนดให้ไม่มีการระบายน้ำทิ้งออกนอกนิคมอุตสาหกรรมอมตะตามหลักการ Zero Discharge เพื่อรักษาคุณภาพน้ำและสมดุลเชิงนิเวศของแหล่งน้ำโดยรอบ
  • สนับสนุนโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำร่วมกับคู่ค้าและชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
3.  กลุ่มวัสดุก่อสร้างหลัก (ปูนซีเมนต์ เหล็ก และหิน) วัสดุก่อสร้างพื้นฐานเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงทางอ้อมต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระดับห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ(Upstream)เนื่องจากกระบวนการได้มาซึ่งวัตถุดิบมีความเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในระดับกว้าง
  • ส่งเสริมนโยบายการใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่จากธรรมชาติ
  • ติดตามและขอข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจากคู่ค้าหลัก เพื่อประเมินผลกระทบทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ
  • ส่งเสริมการออกแบบโครงการที่ลดการใช้วัสดุฟุ่มเฟือย (Material Optimization) เพื่อลดปริมาณการใช้ทรัพยากรในภาพรวม

การลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ได้นำผลการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวมาใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันและฟื้นฟูภายใต้ลำดับขั้นการจัดการผลกระทบ อย่างเป็นระบบ เพื่อลดระดับความรุนแรงของผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด โดยอ้างอิงตามแนวคิดขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ว่าด้วยการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Offset) ที่มีลำดับขั้นของการลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Mitigation Hierarchy) ประกอบไปด้วย 4 ระดับ ได้แก่ การหลีกเลี่ยง การลดผลกระทบ การฟื้นฟู และการชดเชย

IUCN Mitigation Hierarchy Policy การหลีกเลี่ยง
(Avoidance)
การลดผลกระทบ
(Minimization)
การฟื้นฟู
(Rehabilitation /
Restoration)
การชดเชย
(Compensation or
Offset)
หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางธุรกิจที่ส่งผลกระทบทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ลดระยะเวลา ความรุนแรงและขอบเขตของผลกระทบทางลบจากกิจกรรมทางธุรกิจ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมจากกิจกรรมทางธุรกิจ ชดเชยผลกระทบทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
กิจกรรม / โครงการที่ดำเนินการ
  • ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น
  • กำหนดให้คู่ค้าและผู้รับเหมาดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดไว้ในจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าของกลุ่มอมตะ (Supplier Code of Conduct) เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบ (minimization) จากการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมา
  • ฟื้นฟูและชดเชยระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม และเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และนิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี โดยการปลูกไม้ยืนต้นสายพันธุ์ท้องถิ่น
  • อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของสายพันธุ์สัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำของชุมชน โดยความร่วมมือระหว่างประมงจังหวัดระยอง ชุมชน และบริษัทฯ โดยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่น
  • สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในการดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ

บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบ รวมถึงการฟื้นฟูและชดเชยผลกระทบเชิงลบที่อาจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ดังนี้

การบริหารจัดการการพึ่งพาบริการทางระบบนิเวศ

บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติในฐานะผู้ให้บริการทางระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการด้านการจัดหาทรัพยากรน้ำ และบริการด้านการควบคุมสมดุลน้ำ  บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ ดังนี้

  1. การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูง บริษัทฯ จึงบริหารจัดการความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำดิบโดยพึ่งพาบริการกักเก็บน้ำผิวดิน ด้วยการจัดให้มีแหล่งสำรองน้ำดิบภายในนิคมฯ รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง ซึ่งมีความจุรวมกว่า 61 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะเดียวกันบริษัทฯ พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียน (Recycled Water) เพื่อนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ทำให้สามารถลดการพึ่งพาน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติภายนอก และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับผู้ประกอบการภายในนิคมฯ โดยไม่เบียดเบียนทรัพยากรส่วนรวมของชุมชนในพื้นที่

  1. การรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศต้นน้ำ

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง มีทำเลที่ตั้งอยู่ในบริเวณต้นของพื้นที่รับน้ำ (Upstream Catchment Area) บริษัทฯ ต้องพึ่งพาบริการควบคุมความสมดุลของระบบนิเวศ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อรักษาความสามารถของผืนป่าในการดูดซับและชะลอน้ำตามธรรมชาติ ช่วยหน่วงน้ำฝนเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่โดยรอบ

  1. การส่งเสริมความมั่นคงทางทรัพยากรและการเข้าถึงบริการทางนิเวศของชุมชน

บริษัทฯ ตระหนักว่าทรัพยากรน้ำและป่าต้นน้ำเป็นบริการทางระบบนิเวศที่สำคัญยิ่ง ซึ่งทั้งบริษัทฯ และชุมชนท้องถิ่นต่างพึ่งพาประโยชน์ร่วมกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งและส่งเสริมคุณค่าทางสังคมเชิงนิเวศ บริษัทฯ จึงดำเนินการดังนี้

  • บริษัทฯ มีอ่างเก็บน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะและแหล่งน้ำสำรองจำนวนรวม 17 แห่ง ส่งผลให้ชุมชนโดยรอบและภาคเกษตรกรรมยังคงสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสาธารณะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้ ทำให้ลดผลกระทบต่อสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชน
  • บริษัทฯ ได้จัดสร้างระบบสนับสนุนน้ำประปาเพื่อการแบ่งปันน้ำให้แก่ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ทำให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนในช่วงวิกฤตภัยแล้ง
  • การดำเนินโครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกับชุมชน ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ (Social License to Operate)

การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ

บริษัทฯ มีนโยบายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมและคนในชุมชนโดยรอบ  บริษัทฯ จึงกำหนดเป็นเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งให้มีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ดำเนินงานแล้วทั้งหมดของนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ได้จัดทำผังแม่บทและกำหนดแผนการพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะรายปี เพื่อดำเนินการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว (restoration) ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้กำหนดชนิดพันธุ์ต้นไม้ในการปลูกโดยอ้างอิงข้อมูลประเภทป่าไม้ของจังหวัดชลบุรีและระยอง ของกรมป่าไม้  ซึ่งพื้นที่ป่าบนบก (terrestrial forest) ส่วนใหญ่ในจังหวัดชลบุรีและระยอง เป็นพื้นที่ป่าประเภทป่าเบญจพรรณ (mixed-deciduous forest) และป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรมนอกจากจะช่วยเพิ่มดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันมลพิษ (Buffer Zone) และพื้นที่พักผ่อนให้กับพนักงาน แรงงานของสถานประกอบการ และคนในชุมชนโดยรอบ ได้มาใช้ประโยชน์ด้วย

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีพื้นที่โครงการทั้งหมดรวม  20,195 ไร่ (3,231 เฮกตาร์) มีพื้นที่ที่ดำเนินงานแล้วทั้งหมด 18,526 ไร่ (2,964 เฮกตาร์) และมีพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 2,121 ไร่ (339 เฮกตาร์) คิดเป็นร้อยละ 11.45 ของพื้นที่ที่ดำเนินงานแล้ว ในปี 2568 บริษัทฯ ไม่มีการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มเติมภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี แต่มีการปลูกไม้ยืนต้นทดแทนต้นไม้ที่ตายลง และดูแลปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ พร้อมทั้งดูแลพื้นที่สีเขียวส่วนกลางให้คงความสวยงามอยู่เสมอ โดยพันธุ์ไม้ยืนต้นเป็นชนิดพันธุ์ท้องถิ่นทั้งหมดร้อยละ 100 ซึ่งเป็นชนิดที่พบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และเป็นชนิดพันธุ์ไม้ของป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ตามรายงานของกรมป่าไม้และมีความทนต่อสภาพดินเค็ม เช่น พะยูง ยางนา ตะแบก กัลปพฤกษ์ ทรงบาดาล นนทรี ตะแบกน้ำ แคนา มะฮอกกานี ประดู่ป่า มะขาม มะขามเทศ เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 17,898 ไร่ (2,864 เฮกตาร์) มีพื้นที่ที่ดำเนินงานแล้วทั้งหมด 15,855 ไร่ (2,537 เฮกตาร์) และมีพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 1,671 ไร่ (267 เฮกตาร์) คิดเป็นร้อยละ 10.54 ของพื้นที่ที่ดำเนินงานแล้ว ในปี 2568  บริษัทฯ ได้ดำเนินการปลูกไม้ยืนต้นภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ไปทั้งสิ้น 1,000 ต้น โดยมีอัตราการรอดตายของกล้าไม้เท่ากับร้อยละ 90 ซึ่งจะมีการปลูกทดแทนกล้าไม้ที่ตายไปอยู่เสมอ โดยปลูกไม้ยืนต้นชนิดพันธุ์ท้องถิ่นทั้งหมดร้อยละ 100 ซึ่งเป็นชนิดที่พบในพื้นที่จังหวัดระยอง และเป็นชนิดพันธุ์ไม้ของป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ตามรายงานของกรมป่าไม้ เช่น ต้น มะค่า หว้า ยางนา พะยอม ตะแบก ขี้เหล็ก มะขาม อินทนิล มะฮอกกานี  เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี

นิคมอุตสาหกรรมอมตะสมาร์ทซิตี้ ชลบุรี มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 5,354 ไร่ (857 เฮกตาร์) บริษัทฯ ได้เริ่มพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่นี้ตั้งแต่ปี 2566 รวมพื้นที่ที่จะเปิดดำเนินการเป็นนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 4,600 ไร่ (736 เฮกตาร์) โดยในพื้นที่ส่วนนี้กำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวจำนวน 564 ไร่ (90 เฮกตาร์) คิดเป็นร้อยละ 12.26 ของพื้นที่ที่จะเปิดดำเนินการเป็นนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการพัฒนา

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2               

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 1,941 ไร่ (311 เฮกตาร์) บริษัทฯ ได้เริ่มพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่นี้ตั้งแต่ปี 2567 รวมพื้นที่ที่จะเปิดดำเนินการเป็นนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 1,941 ไร่ (311 เฮกตาร์) โดยในพื้นที่ส่วนนี้กำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวจำนวน 244 ไร่ (39 เฮกตาร์) คิดเป็นร้อยละ 12.57 ของพื้นที่ที่จะเปิดดำเนินการเป็นนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการพัฒนา

การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นผืนป่าชุมชน

บริษัทฯ จัดทำโครงการร่วมกับโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะรกร้างให้กลายเป็นพื้นที่ผืนป่าชุมชน ด้วยการร่วมกันปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นยืนต้น เช่น โครงการ Forest for Life ปลูกป่า ปลูกชีวิต ร่วมกับบริษัท โตไค ริคะ (ไทยแลนด์) จำกัด ปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ขนาด 12 ไร่ โดยระยะเวลาโครงการ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2568 ในปี 2568 ปลูกต้นไม้จำนวน 3,500 ต้น บนเนื้อที่ 2 ไร่ รวมต้นไม้ที่ปลูกในโครงการจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 32,500 ต้น บนพื้นที่ 12  ไร่

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมกับ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง และหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้บางละมุง จัด “โครงการความร่วมมือเพิ่มพื้นที่สีเขียว และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ปลูกป่าชุมชน)” บริเวณป่าสงวนแห่งชาติบางละมุง หมู่ 1  ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ทั้งนี้เพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาจากพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสู่ชุมชนโดยรอบ ตามแนวทางการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Industrial Town  การปลูกป่าชุมชนนี้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยในปี 2568 มีพนักงานจิตอาสาและชุมชนกว่า 250 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้พื้นถิ่น เช่น มะขาม ขี้เหล็ก สะเดา พิกุล จำนวน 1,000 ต้น รวมจำนวนต้นไม้ที่ปลูกแล้วทั้งสิ้น 8,000 ต้น เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับป่าชุมชนต่อไป

การอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำท้องถิ่น

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ร่วมกับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี กว่า 60 บริษัท จัดกิจกรรมปล่อยปลา ปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา โดยปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 9,300 ตัว และปลูกป่าโกงกางจำนวนกว่า 1,000 ต้น ณ ศูนย์การเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ป่าชายเลน ตำบลคลองตำหรุ จังหวัดชลบุรี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังช่วย เพิ่มจำนวนพันธุ์ปลาให้มีความหลากหลาย ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งอาหารและสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนได้ในอนาคตอีกด้วย

ส่วนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ มีลำห้วยภูไทรซึ่งรับน้ำมาจากเขตลุ่มน้ำเขาไม้แก้ว ไหลผ่านพื้นที่นิคมฯ ก่อนจะไหลออกไปสู่อ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ความจุกว่า 79 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่กว่า 2.08 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,300 ไร่ ในจังหวัดระยอง แม้ว่าอ่างเก็บน้ำดอกกราย จะอยู่นอกเขตรัศมี 5 กิโลเมตรจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในเชิงระบบนิเวศน้ำจืด และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน เนื่องจากเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และพื้นที่ประมงพื้นบ้านของประชาชนในอำเภอนิคมพัฒนาจำนวนกว่า 500 หลังคาเรือน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดความกังวลในผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพน้ำ และส่งผลต่อสัตว์น้ำซึ่งเป็นแหล่งอาชีพดั้งเดิมที่สำคัญของชุมชน

บริษัทฯ จึงร่วมกับประมงจังหวัดระยองและกลุ่มบริหารทรัพยากรประมงอ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุมชนที่คอยดูแล ควบคุม การใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ และพันธมิตรกลุ่มต่าง ๆ เช่น หน่วยงานท้องถิ่น และโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง พัฒนาโครงการ “อมตะร่วมใจพัฒนาแหล่งน้ำสู่ความยั่งยืน” เพื่อดูแล ฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมถึงอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาชีพ และแหล่งอาหารของชุมชนแล้ว ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำที่มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

ในปี 2568 บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัด บริษัท อมตะ ยู จำกัด ร่วมกับ กลุ่มบริหารทรัพยากรประมงอ่างเก็บน้ำดอกกราย สำนักงานประมงจังหวัดระยอง และองค์การบริหารส่วนตำบลพนานิคม จัดโครงการอนุรักษ์แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน (ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือไตรภาคีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ณ อ่างเก็บน้ำดอกกราย จ.ระยอง โดยมีพนักงานจิตอาสาจากสถานประกอบทั้งในและนอกนิคมฯ รวมถึงชุมชนมากกว่า 430 คน ร่วมกันปล่อยปลาจำนวนกว่า 400,000 ตัว  อาทิ ปลาจีน ปลากระโห้อินเดีย ปลายี่สกเทศ ปลาบึก ปลานวลจันทร์ และกุ้งก้ามกรามจำนวนกว่า 200,000 ตัว ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่ถูกสำรวจพบในพื้นที่อ่างเก็บน้ำโดยประมงจังหวัดระยอง ตั้งแต่ดำเนินโครงการมาจนถึงปี 2568 บริษัทฯ ได้ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไปแล้วมากกว่า 3,730,000 ตัว รวมถึงดำเนินกิจกรรมการทำบ้านปลา หรือ ซั้งปลา จากเชือกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นที่พักและหลบภัยให้กับพันธุ์สัตว์น้ำที่ปล่อย และเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต ทั้งยังสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ชนิดและจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มาอาศัยอยู่บริเวณบ้านปลา

ผลการดำเนินกิจกรรมที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่น และเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำดอกกรายแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนท้องถิ่นถึงคุณภาพน้ำที่ไหลผ่านนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ว่าบริษัทฯ มีการจัดการ ควบคุม และเฝ้าระวังคุณภาพของน้ำเป็นอย่างดี ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนการสำรวจความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของสัตว์น้ำ ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำดอกกราย ร่วมกับประมงจังหวัดระยอง และกลุ่มบริหารทรัพยากรประมงอ่างเก็บน้ำดอกกราย เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำในอนาคต

การติดตามและตรวจสอบ

เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพมีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ ได้กำหนดกลไกการติดตามและตรวจสอบ ดังนี้

  • บริษัทฯ กำหนดให้มีการรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการในรายงาน EIA ต่อหน่วยงานกำกับดูแลเป็นประจำทุก 6 เดือน รวมถึงมีทีมงานสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่สุ่มตรวจการทำงานของคู่ค้าผู้รับเหมา เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าและผู้รับเหมาปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่นอกเขตโครงการ และมีการควบคุมมลพิษตามกฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
  • บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางรับฟังข้อร้องเรียนจากชุมชนในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน และกลไกการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปรับปรุงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งจากกิจกรรมของบริษัทฯ และจากการทำงานของคู่ค้าผู้รับเหมา ภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)