การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ความเสี่ยง โอกาส
นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำ (water-stress area) ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) การเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของประชากรในพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตการขาดแคลนน้ำ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความเสี่ยงและความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบที่มีนัยสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียหลักของบริษัทฯ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนปัญหาการเข้าถึงน้ำและการแย่งชิงน้ำในพื้นที่หากมีการจัดการที่ไม่ดี ประเด็นการบริหารจัดการน้ำใช้และน้ำทิ้งจึงเป็นประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่อยู่ในความสนใจของบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสียมาโดยตลอด นอกจากนี้หากกระบวนการบริหารจัดการน้ำเสียไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถดูแลการปล่อยน้ำเสียของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้ จะเพิ่มความเสี่ยงในการรั่วไหลของน้ำเสียออกสู่ภายนอกนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของชุมชนและสังคมโดยรอบ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียที่มีต่อบริษัทฯ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำมาใช้ภายในนิคมอุตสาหกรรม จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน และสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทั้งภายในนิคมอุตสาหกรรมและผู้ใช้น้ำที่อยู่ในชุมชนโดยรอบที่ต้องพึ่งพิงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย และต่อนักลงทุน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน ในการเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มีความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำสูง

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ จึงได้กำหนด นโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ภาคธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียว่าการจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปกป้องและใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ศึกษารายละเอียดนโยบายได้ที่นี่

บริษัทฯ กำหนดเป็นเป้าหมายขององค์กรที่จะไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอกนิคมอุตสาหกรรมตามหลักการ Zero Discharge มาตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ จึงได้มีการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมทุกพื้นที่การดำเนินงานของบริษัท ฯ (ร้อยละ 100) ตั้งแต่การจัดหาน้ำดิบ การใช้น้ำในนิคมอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการน้ำเสีย รวมถึงทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำดิบ น้ำใช้เพื่อการอุตสาหกรรม และน้ำทิ้งในจุดต่างๆ ให้มีค่าตัวชี้วัดคุณภาพน้ำเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือดีกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 อย่างเคร่งครัด มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำโดยห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเปิดเผยผลการดำเนินงานเรื่องการบริหารจัดการน้ำใช้และน้ำเสียในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA: Environmental Impact Assessment) และนำเสนอรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring Report) เป็นประจำทุก 6 เดือน ให้คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งสองแห่งรับทราบ รวมไปถึงการควบคุมดูแลลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ โดยพิจารณาประเด็นความเสี่ยงและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ กำหนดทิศทางในระดับนโยบาย ติดตามผลการดำเนินงาน และสนับสนุนให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน และสิ่งแวดล้อม บริษัท ฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ (Water Management Committee) ซึ่งประกอบด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะทำงานจากฝ่ายวิศวกรรม และบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท อมตะ ยู จำกัด และบริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมของอมตะทั้งหมด รวมถึงการส่งเสริมให้ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ รวมถึงใช้ความรู้ความสามารถที่บริษัทฯ มีไปช่วยพัฒนาการบริหารจัดการน้ำเสียของชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ หน่วยงานราชการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีในชุมชน

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (Gulf of Thailand Coast) ซึ่งเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมหนาแน่น ส่งผลให้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชน การดำเนินงานภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรวม บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการใช้น้ำขององค์กรเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำร่วมกับผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่นในลุ่มน้ำเดียวกัน จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบภายใต้หลักการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงทั้งความเพียงพอของปริมาณน้ำ การรักษาคุณภาพน้ำ และการป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียและระบบนิเวศในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านน้ำรายพื้นที่

ในการดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำ เพื่อใช้สนับสนุนกระบวนการผลิตและดำเนินงานของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากความต้องการใช้น้ำของนิคมอุตสาหกรรมอมตะทุกแห่ง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจการ เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงจากการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกับชุมชน รวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งหมดจำนวนสี่แห่งในประเทศไทย (ร้อยละ 100) ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภาวะความเครียดน้ำ (water-stressed areas) และมีโอกาสเกิดวิกฤตภัยแล้งค่อนข้างสูง

ผลกระทบของความเสี่ยงทางกายภาพด้านน้ำต่อการดำเนินธุรกิจ

ความเสี่ยงทางกายภาพด้านน้ำอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในหลายมิติ ดังนี้

1. ความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ภาวะขาดแคลนน้ำดิบในช่วงฤดูแล้ง หรือภายใต้สภาวะภูมิอากาศแปรปรวน เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจส่งผลให้การจัดหาน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงานในบางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว
2. ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ในกรณีที่เกิดภาวะตึงตัวด้านทรัพยากรน้ำ บริษัทฯ อาจมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดหาและขนส่งน้ำจากแหล่งภายนอก การลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำสำรอง หรือการลงทุนในระบบและเทคโนโลยีการบำบัดน้ำที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนด้านสาธารณูปโภคเพิ่มสูงขึ้น
3. ความเสี่ยงจากการแข่งขันในการใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชนและผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่น ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรน้ำมีจำกัด ความต้องการใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรมอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบภาคเกษตรกรรมและผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่นในพื้นที่หากขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ข้อกังวลหรือความขัดแย้งเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการยอมรับทางสังคมต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต

บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานสากล WRI Aqueduct Water Risk Atlas ในการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำเป็นประจำทุกปี โดยครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด (ร้อยละ 100) ในจังหวัดชลบุรีและระยอง การประเมินมุ่งเน้นที่ดัชนีความเครียดน้ำ (Baseline Water Stress) และความเสี่ยงทางกายภาพด้านปริมาณน้ำ (Physical Risk Quantity) โดยพิจารณาทั้งในปัจจุบันและคาดการณ์ไปถึงปี 2040 เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาวและกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนี้

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำในระดับ สูงมาก (Extremely High >80%) และมีความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำดิบในระดับวิกฤต โดยผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำและมีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงของแหล่งน้ำดิบอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วยการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง รวมทั้งการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง

พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำในระดับ สูง (High 40-80%) ซึ่งต่ำกว่าพื้นที่ชลบุรีเล็กน้อย แต่ยังมีความเสี่ยงทางกายภาพในภาพรวมระดับสูงมาก (Extremely High) บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงป้องกัน โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่าริมน้ำและป่าต้นน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการกักเก็บน้ำสำรอง เพื่อสร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในระยะยาว และลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่

ผลการประเมินดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างการใช้น้ำขององค์กรกับทรัพยากรน้ำที่ใช้ร่วมกันในแต่ละลุ่มน้ำ ตลอดจนสามารถกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและข้อจำกัดของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

การจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุตสาหกรรม

บริษัทฯ มอบหมายให้บริษัท อมตะ ยู จำกัด เป็นผู้จัดเตรียมน้ำดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมจ่ายให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งหมด ในปี 2568 มีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมรวมทั้งหมด 56.25 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงร้อยละ 6.1 จากปี 2567 เพื่อให้สามารถผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการใช้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ บริษัทฯ จึงจัดให้มีแหล่งสำรองน้ำดิบผิวดินพร้อมใช้จำนวนรวม 17 แห่ง ซึ่งมีความจุรวมทั้งสิ้น 61 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งเพิ่มการใช้น้ำคุณภาพสูงที่ผลิตจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วด้วยระบบ water reclamation ทดแทนการใช้น้ำดิบผิวดินในการผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ สามารถลดสัดส่วนการใช้น้ำดิบผิวดินลงเหลือร้อยละ 61 ของความต้องการใช้น้ำของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งหมด  เป็นผลให้บริษัท ฯ มีน้ำดิบผิวดินสำรองใช้ในแหล่งต่างๆ มากกว่าร้อยละ 150 ของความต้องการใช้น้ำดิบผิวดินทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัท ฯ ที่กำหนดไว้

เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ การบริหารโครงข่ายระบบท่อ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ รองรับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม บริษัท อมตะ ยู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดูแลและบริหารจัดการน้ำทั้งหมดภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เพื่อร่วมศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงดำเนินการศึกษาและพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ดังกล่าวในระยะยาวต่อไป

กลไกการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทฯ ตระหนักว่าทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่นในพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งความมั่นคงของปริมาณน้ำดิบ คุณภาพน้ำ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ รับทราบถึงความคาดหวังและความกังวลใจของผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จากช่องทางการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ทั้งสองแห่งและชุมชนโดยรอบที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง บริษัทฯ จึงจัดให้มีกลไกการสื่อสาร การมีส่วนร่วม และการประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมและสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ดังนี้

  • การสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำและสามารถเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 บริษัท อมตะ ยู จำกัด ได้จัดประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำในรูปแบบ Webinar เพื่อรายงานแนวโน้มปริมาณน้ำฝนและแผนการสำรองน้ำของบริษัทฯ ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่รับทราบและมีความมั่นใจต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
  • การมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำในรูปแบบองค์กรผู้ใช้น้ำ (Water User Group) เพื่อสนับสนุนธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการและจัดสรรทรัพยากรน้ำร่วมกัน โดยมีการจัดประชุมใหญ่สมาชิกองค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และอมตะซิตี้ ระยอง เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านน้ำ และเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์น้ำในภาคอุตสาหกรรม
  • ความร่วมมือระดับพื้นที่และห่วงโซ่อุปทาน บริษัทฯ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง อาทิ คณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก และผู้ให้บริการน้ำภายนอก ได้แก่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water เพื่อสนับสนุนการวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้กำหนดแนวทางควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำสาธารณะและสนับสนุนการดูแลทรัพยากรน้ำร่วมกันเพื่อประโยชน์ในระยะยาว
  • ช่องทางการร้องเรียน บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก และเพื่อให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองและดำเนินการแก้ไขได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ

การบริหารจัดการน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรม

ในกระบวนการบริหารจัดการน้ำเสียของนิคมอุตสาหกรรมนั้น บริษัทฯ มีการกำกับดูแลคุณภาพน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยกำหนดให้มีการแยกระบบระบายน้ำฝนออกจากระบบระบายน้ำเสีย โดยโรงงานอุตสาหกรรมส่งน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดเบื้องต้นเพื่อควบคุมคุณภาพจากภายในโรงงานตามระเบียบของการนิคมอุตสาหกรรม ผ่านท่อส่งน้ำเสียมายังศูนย์รวบรวมน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมซึ่งดูแลโดยบริษัท อมตะ ยู จำกัด

บริษัทฯ มีระบบในการควบคุมและกำกับดูแลโรงงานโดยการตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียที่ถูกส่งออกมาจากโรงงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทาง  หากพบว่าคุณภาพน้ำเสียที่ถูกส่งออกมาจากโรงงานนั้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด บริษัทฯ จะทำหนังสือแจ้งเตือนให้โรงงานปรับปรุงแก้ไขและเรียกเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียพิเศษตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ

น้ำเสียที่ถูกส่งมานี้จะถูกบำบัดให้ได้ค่าตามมาตรฐานตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 และตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2560 โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะถูกตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดโดยห้องปฏิบัติการเอกชนที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ครอบคลุมพารามิเตอร์สำคัญทั้งด้านกายภาพ เคมี อุณหภูมิ และโลหะหนักสำคัญ เช่น ปรอท ซีลีเนียม แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู และโครเมียม เป็นต้น ซึ่งคุณภาพน้ำต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกรายการก่อนนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และสอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ ภายใต้แนวทางไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก

การบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากการที่พื้นที่ดำเนินงานของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งมีความเครียดน้ำในระดับสูงมาก บริษัทฯ จึงกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมด้านน้ำโดยคำนึงถึงข้อจำกัดของทรัพยากรน้ำในพื้นที่และการใช้น้ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มอื่น บริษัทฯ ยึดมั่นในนโยบายในการไม่ปล่อยน้ำทิ้ง (effluent) ออกสู่ภายนอกในทุกพื้นที่ดำเนินงานตามหลักการ Zero Discharge และมุ่งนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้สูงสุด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงกำหนดเป้าหมายในการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด (ร้อยละ 100) โดยน้ำผ่านการบำบัดส่วนหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำคุณภาพสูง เพื่อใช้ทดแทนการใช้น้ำดิบผิวดินจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนของน้ำดิบผิวดินที่ดึงมาใช้ให้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณความต้องการใช้น้ำของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งหมด ด้วยการใช้เทคโนโลยีผลิตน้ำรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ธุรกิจ แต่ยังสอดคล้องกับกรอบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำ ตลอดจนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อช่วยรักษาปริมาณน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะให้เพียงพอต่อการใช้งานของภาคเกษตรกรรม ชุมชน และผู้ใช้น้ำกลุ่มอื่นในพื้นที่

บริษัทฯ ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง และควบคุมคุณภาพน้ำเสียตลอดกระบวนการบริหารจัดการ ทำให้น้ำเสียที่ถูกบำบัดจากระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางมีคุณภาพเป็นไปตามค่ามาตรฐานตามที่กำหนดตามประกาศกระทรวงฯ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด (ร้อยละ 100) ในปี 2568  มีน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางทั้งสิ้น 21.96 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 0.4 บริษัทฯ สามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วทั้งหมด (ร้อยละ 100) กลับมาใช้ประโยชน์ในนิคมอุตสาหกรรม โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว ร้อยละ 41 ถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำคุณภาพสูงด้วยระบบ water reclamation ด้วยเทคโนโลยี reverse osmosis เพื่อใช้ทดแทนน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติในการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุตสาหกรรม ส่วนน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าภายในนิคมอุตสาหกรรม และนำไปใช้ในการดูแลพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 24 และ ร้อยละ 35 ตามลำดับ

บริษัทฯ ลงทุนพัฒนากระบวนการผลิตน้ำคุณภาพสูงโดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาผลิตเป็นน้ำคุณภาพสูงโดยระบบ reclamation ด้วยเทคโนโลยี reverse osmosis ตั้งแต่ปี 2551 และได้ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันระบบ reclamation มีกำลังการผลิตน้ำคุณภาพสูงรวมทั้งสิ้น 35,360 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  ส่งผลให้ในปี 2568  บริษัทฯ สามารถลดปริมาณการดึงน้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดินมาใช้ลงเหลือ 34.29 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความต้องการใช้น้ำของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้งหมด แม้ผลการดำเนินงานยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้ต่ำกว่าร้อยละ 60 แต่ลดลงจากปี 2567 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 63

การลดลงของสัดส่วนการดึงน้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดินในปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่ลดลงร้อยละ 6.1 จากปี 2567 เป็นผลมาจากการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นของผู้ประกอบการ เช่น การลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและการหมุนเวียนการใช้น้ำภายในโรงงานตามแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน แต่ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2567 จึงทำให้มีน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วเพียงพอสำหรับนำกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบต่างๆ เพื่อทดแทนการใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดิน

การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ในการผลิตน้ำคุณภาพสูงและใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า แทนการใช้น้ำดิบผิวดินจากแหล่งธรรมชาติ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำดิบได้ 111.48 ล้านบาทต่อปี และทำให้บริษัทฯ มีน้ำดิบสำรองใช้เพิ่มขึ้นได้อีก 5 เดือน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ และยังสามารถช่วยสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหากเกิดวิกฤตภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและชุมชมรอบนิคมอุตสาหกรรมในด้านความมั่นคงของแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนภายในนิคมอุตสาหกรรม

สัดส่วนน้ำผ่านการบำบัดที่เข้าระบบ Reclamation และสัดส่วนการดึงน้ำดิบผิวดิน (ร้อยละ) 30 50 70 90 78 63 62 60 59 59 60 63 61 40 45 53 57 57 57 52 43 41 2560 2561 2562 2563 2564 2565 2566 2567 2568 สัดส่วนน้ำผ่านการบำบัดที่เข้าระบบ Water Reclamation สัดส่วนการดึงน้ำดิบผิวดินต่อความต้องการใช้น้ำทั้งหมด

การอนุรักษ์น้ำในสำนักงานและพื้นที่ส่วนกลาง

บริษัทฯ ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำในบริเวณอาคารและพื้นที่รอบอาคารเป็นประจำ ตรวจสภาพและซ่อมบำรุงอุปกรณ์และระบบการจ่ายน้ำภายในอาคารให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ ติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติในห้องน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ บริษัท ฯ รณรงค์และปลูกฝังจิตสำนึกให้พนักงานในสำนักงานทุกแห่งของอมตะร่วมกันอนุรักษ์น้ำและใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยจัดทำเป็นโครงการ ALL SAVE ALL WIN มีการสื่อสารด้วยป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การไม่เปิดน้ำประปาทิ้งไว้ระหว่างการทำความสะอาด การนำน้ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำน้ำที่ได้จากการละลายน้ำแข็งมาใช้ทำความสะอาดสำนักงาน และใช้ทำความสะอาดขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปนเปื้อนอาหารก่อนน้ำไปผึ่งให้แห้ง และจัดเก็บ เพื่อส่งต่อไปกำจัดอย่างถูกวิธี และบริษัทฯ ยังลดการใช้น้ำสำหรับล้างทำความสะอาด โดยปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นการกวาดแห้ง หรือใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ใช้น้ำน้อยเพื่อลดการใช้น้ำโดยรวม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีกิจกรรมลดการใช้น้ำในพื้นที่ส่วนกลางโดยการใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วของนิคมฯ หรือน้ำรีไซเคิล กลับมาใช้รดน้ำต้นไม้และพื้นที่สีเขียวเพื่อลดการใช้น้ำดิบ โดยการต่อเข้าระบบรดน้ำอัตโนมัติ (ระบบสปริงเกอร์) ตามแนวถนนสายหลักของนิคมฯ และการใช้รถน้ำสูบน้ำรีไซเคิล เพื่อมารดต้นไม้และพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ส่วนกลางอื่น ๆ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนการรดน้ำในแต่ละช่วงฤดู โดยในช่วงหน้าแล้งจะรดน้ำตามรอบการทำงานปกติ วันละ 1-2 รอบ แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนจะลดรอบการรดน้ำให้น้อยลงกว่าปกติ เช่น งดเว้นการรดน้ำในวันที่ฝนตก เพื่อบริหารจัดการน้ำที่นำมาใช้รดพื้นที่สีเขียวให้คุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในปี 2568 บริษัทฯ มีการใช้น้ำในการดำเนินธุรกิจรวมทั้งสิ้น 34.29 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 9.78 และมีอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินงานของปี 2568 เท่ากับ 997.40 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ หรือ 6,233.75 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปี 2567

ปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการธุรกิจ และอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ อัตราการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงาน (ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์) ปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมด (ล้านลูกบาศก์เมตร) 0 1,000 2,000 3,000 4,000 5,000 6,000 7,000 8,000 0.00 5.00 10.00 15.00 20.00 25.00 30.00 35.00 40.00 45.00 50.00 30.42 31.04 30.93 36.78 38.01 34.29 6,007.08 6,053.70 5,993.02 6,923.04 7,055.05 6,233.75 2563 2564 2565 2566 2567 2568 น้ำใช้ในการดำเนินธุรกิจทั้งหมด (ล้านลูกบาศก์เมตร) อัตราการใช้น้ำต่อหน่วยพื้นที่ที่ดำเนินการ (Water Intensity) (ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์)

การส่งเสริมการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำของผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการใช้น้ำของโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ  บริษัท ฯ จึงได้ดำเนินการร่วมกับโรงงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะในสองรูปแบบ ได้แก่ การส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังโรงงาน ให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ ลดการใช้น้ำและการสูญเสียน้ำในโรงงาน เพื่อสนับสนุนมาตรการด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในภาพรวมของบริษัทฯ และลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบน้ำหมุนเวียนจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำของบริษัทฯ โดยให้คำแนะนำแก่โรงงานที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำเสีย ช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพน้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากค่าบริการบำบัดน้ำเสียพิเศษตามประกาศของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซึ่งจะทำให้โรงงานสามารถประหยัดน้ำใช้และนำน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ และตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ โดยเปิดให้ชุมชนโดยรอบและบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการน้ำของนิคมอุตสาหกรรม และปลูกฝังจิตสำนึกและความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่ผู้เยี่ยมชม

นับตั้งแต่ที่เปิดดำเนินการศูนย์เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี มาตั้งแต่ปี 2552 ศูนย์แห่งนี้รองรับการเยี่ยมชมของคณะศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการน้ำมาแล้วทั้งสิ้น 490 คณะ รวมจำนวนผู้ที่เคยมาเยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการน้ำทั้งสิ้น 14,352 คน บริษัทฯ มีเป้าหมายให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลัก เช่น ลูกค้า ชุมชนท้องถิ่น มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำของนิคมอุตสาหกรรมอมตะดียิ่งขึ้น  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลทั่วไป องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่มีความสนใจ เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมได้ โดยแจ้งความประสงค์มายังบริษัท อมตะ ยู จำกัด หรือผ่านทางบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)  และในปี 2568 มีผู้เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ทั้งสิ้น 932 คน แบ่งออกเป็น ผู้สนใจทั่วไปจำนวน 26 คณะ นักเรียน นักศึกษา จำนวน 10 คณะ หน่วยงานราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น จำนวน 4 คณะ และผู้ประกอบการภายในนิคมฯ จำนวน 4 คณะ รวมทั้งสิ้น 44 คณะ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ใช้ความรู้ความสามารถที่บริษัทฯ มีในการช่วยพัฒนาการบริหารจัดการแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ชุมชนที่อยู่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ หน่วยงานราชการ และชุมชน ในการลดและป้องกันการปล่อยน้ำเสียและของเสียจากชุมชนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และรักษาคุณภาพแหล่งน้ำและพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ดีขึ้นร่วมกัน

ร่วมสร้างอนาคตไปกับอมตะ

ส่งอีเมลล์ติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66
Search
    Attach Your CV *
    Browse Files No file chosen

    Accept our Recruitment Privacy Policy Notice

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ร่วมสร้างอนาคต
    ไปกับอมตะ

    ติดต่อเราเพิ่มเติม

    ประเทศไทย
    +66 38 939 007
    เวียดนาม

    +84 251 3991 007 (ใต้)
    +84 203 3567 007 (เหนือ)

    พม่า

    +95 1 230 5627

    ลาว

    (+856) 21 810007
    (+856) 20 5710007 (ภาษาจีน)
    (+856) 20 57550007 (ภาษาอังกฤษ)